หน้าแรก คอลัมนิสต์ สงครามพันลึก ...

สงครามพันลึก โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

5.06.16 | 13:22 น.

กรณี ธรรมกาย

มิได้ทำให้มี “จินตนาการ” ถึง “สงครามนองเลือด” อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยกเหตุการณ์ปี 2553 ขึ้นมาเบรกฝ่ายหนุนและฝ่ายต้านให้ “ลดดีกรี” ที่จะห้ำหั่นกันลงเสียบ้างเท่านั้น

หากแต่ กรณีธรรมกายยังได้ย้ำว่า “สงครามตัวแทน” ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมากว่า 10 ปี ยังไม่ยุติลง

แม้จะมีการอ้างว่า 2 ปี ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ประเทศสงบราบคาบ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีธรรมกาย

Advertisement

ช่วยยืนยันว่า ความสงบเรียบร้อยดังกล่าวเป็นเพียงน้ำตาลฉาบหน้า

“ความขัดแย้ง” อันขมขื่นยังคงดำรงอยู่

และความขมพร้อมจะแสดงตนออกมาอยู่ตลอดเวลา

สงครามธรรมกาย มิใช่แค่เรื่องการล่าตัวผู้ต้องหาฟอกเงินและรับของโจรเท่านั้น

แต่ยังคงเป็นสมรภูมิการหักโค่นของขั้วการเมือง

ที่หากพูดแคบๆ ก็คือ ระหว่างฝ่ายเอาทักษิณ และไม่เอาทักษิณ

หรือพูดกว้างๆ หยาบๆ (โดยไม่ได้ชี้ว่าสิ่งไหนผิด-ถูก) เป็นการต่อสู้ระหว่างขั้วความคิดแนวเสรีนิยมกับอนุรักษนิยม อยู่เช่นเดิม

เพียงแต่เปลี่ยนสมรภูมิไปตามเงื่อนไข

เป็นสงครามพันลึก ที่สังคมไทยสลัดไม่พ้น

เมื่อเป็นสงคราม ก็ย่อมนำไปสู่ความสูญเสีย ไม่ว่าฝ่ายชนะ หรือแพ้

ยิ่งยืดเยื้อ เรื้อรัง ความเสียหายก็ยิ่งทวีคูณ

กรณีธรรมกาย แม้จะยังไม่เลวร้ายถึงขั้นมีการหลั่งเลือด

แต่ผลข้างเคียงก็ปรากฏให้เห็นแล้ว

เห็น “ลิ่ม” ซึ่งถูกตอกเข้าไปยังพรมแดนพุทธศาสนา ก่อรอยร้าวลึก อย่างปฏิเสธไม่ได้

การตั้งสังฆราชใหม่ไม่ได้

การแบ่งฝ่ายในวงการสงฆ์

เหล่านี้เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับกรณีธรรมกาย และว่าที่จริงก็คือการเชื่อมโยงเดียวกันกับความขัดแย้งทางการเมือง ที่ลามไปสู่เศรษฐกิจ สังคม ก่อนหน้านี้

และที่สุดก็มาถึงศาสนา

ยังไม่รู้ว่า กรณี พระธัมมชโย จะถูก “จัดการ” และจบลงอย่างไร

แต่เราก็ได้เห็นผลข้างเคียงติดตามมามากมาย และเรื่องนี้ก็กำลังอลวนกลับมาเป็นปัญหาที่ไม่รู้จบอีกระลอกหนึ่ง

อย่างที่บอก กรณีธรรมกายทำให้ “มวลชน” ในสังคมแตกเป็นเสี่ยงมากยิ่งขึ้น

และแต่ละเสี่ยงนั้น มีแนวโน้มสูงที่จะมี “ระยะห่าง” จากรัฐบาลและ คสช.มากยิ่งขึ้น

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวร่วมของรัฐบาลและ คสช.นั่นเอง ที่ได้เข้าไปเป็นผู้เล่น และเปิดเกมรุกเข้าใส่วัดธรรมกายอย่างหนัก

ทำให้มวลชนทั้งในฟากธรรมกาย ผละหนีออกจากฟากรัฐบาล

ทั้งที่มวลชนเหล่านี้ ปกติจะมีแนวโน้มที่เป็นพวกอนุรักษ์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว

แต่เมื่อมาเกิดกรณีธรรมกาย เกิดกรณีสังฆราช จึงมีลักษณะที่ออกไปในทาง “เป็นอื่น”

ซึ่งในความเป็น “อื่น” นี้ ว่าไปแล้วไม่ดีเอาเสียเลยสำหรับรัฐบาล

รัฐบาลที่กำลังต้องการความเป็นเอกภาพ และต้องการเสียงสนับสนุน

โดยเฉพาะ ในวันที่ 7 สิงหาคม ที่จะต้องมีการลงประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญ

รัฐบาล และ คสช.คงไม่สบายใจนักกับการออกศึก ขณะที่มวลชนหลายๆ ส่วน ผละออกไปเป็นอื่น

ยิ่งไปกว่านั้น อาจมีความรู้สึก “อยากเอาคืน”

การลงประชามติ อาจถูกหยิบมาใช้เพื่อ “สั่งสอน” ใคร ก็ได้

สัญญาณและแนวโน้มของปรากฏการณ์เช่นนี้เองทำให้เสียงบ่น

กูละเบื่อ

เสียงแบะท่า ที่พร้อมจะเลื่อนประชามติ หลุดออกมาจากฟากรัฐบาลถี่ขึ้น

จะไปถึงขั้นมีเสียงเลิกประชามติเลยหรือไม่ ยังไม่ทราบ

แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ นี่ย่อมเป็น “สงครามพันลึก” ต่อเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและเป็นจริงมายาวนานนั่นเอง