กรณี ธรรมกาย
มิได้ทำให้มี “จินตนาการ” ถึง “สงครามนองเลือด” อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยกเหตุการณ์ปี 2553 ขึ้นมาเบรกฝ่ายหนุนและฝ่ายต้านให้ “ลดดีกรี” ที่จะห้ำหั่นกันลงเสียบ้างเท่านั้น
หากแต่ กรณีธรรมกายยังได้ย้ำว่า “สงครามตัวแทน” ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมากว่า 10 ปี ยังไม่ยุติลง
แม้จะมีการอ้างว่า 2 ปี ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ประเทศสงบราบคาบ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีธรรมกาย
ช่วยยืนยันว่า ความสงบเรียบร้อยดังกล่าวเป็นเพียงน้ำตาลฉาบหน้า
“ความขัดแย้ง” อันขมขื่นยังคงดำรงอยู่
และความขมพร้อมจะแสดงตนออกมาอยู่ตลอดเวลา
สงครามธรรมกาย มิใช่แค่เรื่องการล่าตัวผู้ต้องหาฟอกเงินและรับของโจรเท่านั้น
แต่ยังคงเป็นสมรภูมิการหักโค่นของขั้วการเมือง
ที่หากพูดแคบๆ ก็คือ ระหว่างฝ่ายเอาทักษิณ และไม่เอาทักษิณ
หรือพูดกว้างๆ หยาบๆ (โดยไม่ได้ชี้ว่าสิ่งไหนผิด-ถูก) เป็นการต่อสู้ระหว่างขั้วความคิดแนวเสรีนิยมกับอนุรักษนิยม อยู่เช่นเดิม
เพียงแต่เปลี่ยนสมรภูมิไปตามเงื่อนไข
เป็นสงครามพันลึก ที่สังคมไทยสลัดไม่พ้น
เมื่อเป็นสงคราม ก็ย่อมนำไปสู่ความสูญเสีย ไม่ว่าฝ่ายชนะ หรือแพ้
ยิ่งยืดเยื้อ เรื้อรัง ความเสียหายก็ยิ่งทวีคูณ
กรณีธรรมกาย แม้จะยังไม่เลวร้ายถึงขั้นมีการหลั่งเลือด
แต่ผลข้างเคียงก็ปรากฏให้เห็นแล้ว
เห็น “ลิ่ม” ซึ่งถูกตอกเข้าไปยังพรมแดนพุทธศาสนา ก่อรอยร้าวลึก อย่างปฏิเสธไม่ได้
การตั้งสังฆราชใหม่ไม่ได้
การแบ่งฝ่ายในวงการสงฆ์
เหล่านี้เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับกรณีธรรมกาย และว่าที่จริงก็คือการเชื่อมโยงเดียวกันกับความขัดแย้งทางการเมือง ที่ลามไปสู่เศรษฐกิจ สังคม ก่อนหน้านี้
และที่สุดก็มาถึงศาสนา
ยังไม่รู้ว่า กรณี พระธัมมชโย จะถูก “จัดการ” และจบลงอย่างไร
แต่เราก็ได้เห็นผลข้างเคียงติดตามมามากมาย และเรื่องนี้ก็กำลังอลวนกลับมาเป็นปัญหาที่ไม่รู้จบอีกระลอกหนึ่ง
อย่างที่บอก กรณีธรรมกายทำให้ “มวลชน” ในสังคมแตกเป็นเสี่ยงมากยิ่งขึ้น
และแต่ละเสี่ยงนั้น มีแนวโน้มสูงที่จะมี “ระยะห่าง” จากรัฐบาลและ คสช.มากยิ่งขึ้น
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวร่วมของรัฐบาลและ คสช.นั่นเอง ที่ได้เข้าไปเป็นผู้เล่น และเปิดเกมรุกเข้าใส่วัดธรรมกายอย่างหนัก
ทำให้มวลชนทั้งในฟากธรรมกาย ผละหนีออกจากฟากรัฐบาล
ทั้งที่มวลชนเหล่านี้ ปกติจะมีแนวโน้มที่เป็นพวกอนุรักษ์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว
แต่เมื่อมาเกิดกรณีธรรมกาย เกิดกรณีสังฆราช จึงมีลักษณะที่ออกไปในทาง “เป็นอื่น”
ซึ่งในความเป็น “อื่น” นี้ ว่าไปแล้วไม่ดีเอาเสียเลยสำหรับรัฐบาล
รัฐบาลที่กำลังต้องการความเป็นเอกภาพ และต้องการเสียงสนับสนุน
โดยเฉพาะ ในวันที่ 7 สิงหาคม ที่จะต้องมีการลงประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญ
รัฐบาล และ คสช.คงไม่สบายใจนักกับการออกศึก ขณะที่มวลชนหลายๆ ส่วน ผละออกไปเป็นอื่น
ยิ่งไปกว่านั้น อาจมีความรู้สึก “อยากเอาคืน”
การลงประชามติ อาจถูกหยิบมาใช้เพื่อ “สั่งสอน” ใคร ก็ได้
สัญญาณและแนวโน้มของปรากฏการณ์เช่นนี้เองทำให้เสียงบ่น
กูละเบื่อ
เสียงแบะท่า ที่พร้อมจะเลื่อนประชามติ หลุดออกมาจากฟากรัฐบาลถี่ขึ้น
จะไปถึงขั้นมีเสียงเลิกประชามติเลยหรือไม่ ยังไม่ทราบ
แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ นี่ย่อมเป็น “สงครามพันลึก” ต่อเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและเป็นจริงมายาวนานนั่นเอง

