เดินหน้าชน : บึ้มป่วนเมือง : โดย ศุกร์ มังกร

6.08.19 | 13:00 น.

นับเป็นเรื่องผิดปกติของสถานการณ์ระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพฯ

จุดแรกเริ่มจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 62

ก่อนรุ่งขึ้นจะลามไปยังสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ สำนักปลัดกลาโหม เขตเศรษฐกิจย่านประตูน้ำ และถนนพระราม 9 เป็นต้น

โดยเฉพาะที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยอีโอดีเก็บกู้ก่อนหน้าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะมาประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พร้อมมอบนโยบายแก่บิ๊กสีกากีเพียงวันเดียว

ว่ากันว่าถ้าพลเมืองดีไม่แจ้งตำรวจสันติบาลจนนำไปสู่การเก็บกู้ไว้ก่อน

Advertisement

ระเบิดลูกนี้จะตูมสนั่นรับ “บิ๊กตู่” พอดี!

ถือเป็นการลงมือที่อุกอาจ สร้างความตื่นตระหนกให้สังคมเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องร่วมกันประณามต่อการกระทำดังกล่าวที่ย่อมมี “เป้าหมาย” อย่างแน่นอน

อย่าลืมว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและแบ่งงานให้บรรดารองนายกฯ และรัฐมนตรีรับผิดชอบกันไปหยกๆ

จะเป็นการ “หยาม-ลองของ” หรือ “ประลองกำลัง” กันหรือไม่?

เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งไขปริศนาต่อสังคมโดยเร็ว!

กระนั้นระเบิดครั้งนี้ยังส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ เขตเศรษฐกิจย่านประตูน้ำถูกเผาวอดวายเสียหาย

ในเชิงการบริหารราชการผู้รับผิดชอบโดยตรงคงไม่พ้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติและฝ่ายความมั่นคง

ต้องใช้กลไก เครื่องไม้เครื่องมือ ทุกวิถีทางที่จะจับกุม “กลุ่มคนลงมือ” และ “ผู้บงการ” มาลงโทษเพื่อหาคำตอบให้กับสังคม

ทว่าในทางการเมืองรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย (ไม่ได้สืบทอดอำนาจ) ใหม่ๆ หมาดๆ

ยังมีปัญหาคาราคาซังที่ส่อขยายเป็นวงกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายกรณี

หนึ่ง วันถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรี โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นคนกล่าวนำปฏิญาณ ที่ “ขาด” และ “เพิ่ม” ข้อความ อาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในมาตรา 161 หรือไม่?

หนึ่ง การแถลงนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ที่ส่อไม่ครบถ้วนกระบวนความตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 162 ระบุว่า ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนินนโยบาย

หนึ่ง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี’63 จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท ที่ต้องเสนอรัฐสภา โดยเลื่อนออกไปและลากยาวไปถึงมกราคมปีหน้าเลย

ด้วยติดขัดหลายปัจจัยของรัฐบาลผสมหลายพรรค ที่แต่ละพรรคเคยหาเสียงไว้กับประชาชน

จำเป็นต้องมีการปรับเกลี่ย รื้อ เคลียร์ แก้ไขให้เกิดความเหมาะสมลงตัวในการนำไปปฏิบัติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และจะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณของประเทศหรือไม่?

หนึ่ง ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ ค่าบาทแข็ง ส่งออกติดลบ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ท่องเที่ยวชะลอตัว นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ภัยแล้งคุกคามอยู่ในขั้นวิกฤต เป็นต้น

ยิ่งขณะนี้ “บิ๊กตู่” ไม่มี ม.44 ในมือ จะบริหารจัดการ รับมือ หรือเดินหน้าประเทศไปในทิศทางใด?

ปัญหาเก่ายังหมักหมมไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาใหม่เริ่มถาโถมเข้ามาเพิ่มอีก

โดยเฉพาะเสียงระเบิดที่ดังสนั่นไปทั่วเมืองหลวง สร้างความหวั่นวิตก หวาดผวาทั้งประชาชนคนไทยและต่างชาติ

จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องตระหนักและเร่งเคลียร์ปมปัญหาให้ชัดแจ้ง

จะชี้แจงแบบสะเปะสะปะ มั่วๆ ซั่วๆ เหวี่ยงแห คลุมเครือ หรือโยนความผิดไปให้กลุ่มเดิมๆ อีกคงไม่ได้แล้ว

อย่างน้อยต้องมีพยาน หลักฐานมาประกอบ สร้างน้ำหนักให้เกิดความเชื่อถือ อาจลบข้อครหา “ปัดความรับผิดชอบ” ออกไปได้

มิฉะนั้นจะทำให้สังคมเคลือบแคลง สังสัย เสื่อมศรัทธารัฐบาลลงไปเรื่อยๆ

“เรือเหล็ก” ที่ว่าแข็งแรง ทนทาน แต่เมื่อเจอพายุฝน คลื่นลมการเมืองซัดกระหน่ำรอบทิศทางบ่อยๆ ก็อาจทำให้โคลงเคลง น้ำกระฉอกเข้าเรือปริ่มน้ำ

ไม่นานอาจ “อับปาง” ได้เช่นกัน!?!

ศุกร์ มังกร