หน้าแรก คอลัมนิสต์ เรื่องรัฐมนตร...

เรื่องรัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ และบทนิรโทษกรรมในรัฐธรรมนูญ : โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

7.08.19 | 13:33 น.

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายอื่นใดจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบการปกครองของประเทศ แต่ในปัจจุบันประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 20 ฉบับ นับตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมาเนื่องจากมีรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 13 ครั้งจึงมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทุกครั้งหลังจากการทำรัฐประหาร จึงจัดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลกและยังมีทีท่าว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ โดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20

สำหรับเรื่องที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์นี่นะครับ เพิ่งเกิดมีมาเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 ของประเทศไทยนะครับซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 นี้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เป็นครั้งแรกนะครับโดยมีสมาชิก สสร. 40 คน ได้รัฐธรรมนูญที่มีจำนวน 188 มาตรา มีอายุเวลาบังคับใช้ได้ 2 ปี 8 เดือน 6 วันแล้วก็ถูกรัฐประหารไปตามฟอร์ม

ใจความของคำถวายสัตย์ปฏิญาณตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 มีดังนี้

มาตรา 141 ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องปฏิญาณตนเฉพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคําดั่งต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่าข้าพระพุทธเจ้าจะซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ (พระบรมนามาภิไธย) และจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

หลังจากนั้นก็มีรัฐธรรมนูญ (รธน.) อีก 7 ฉบับ คือ รธน.ฉบับที่ 8 พ.ศ.2511, รธน.ฉบับที่ 10 พ.ศ.2517, รธน.ฉบับที่ 13 พ.ศ.2521, รธน.ฉบับที่ 16 พ.ศ.2540, รธน. ฉบับที่ 18 พ.ศ.2550, รธน.ฉบับที่ 19 และ รธน.ฉบับที่ 20 พ.ศ.2560 ที่เป็น รธน.ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่มีมาตราที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้าทำงาน ส่วนรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ตราขึ้นหลังการทำรัฐประหารทุกครั้งไม่มีข้อกำหนดให้รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้าทำงาน

Advertisement

ต่อไปคือเรื่องบทนิรโทษกรรมในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งมีมากมายหลายฉบับแต่ก่อนอื่นต้องเริ่มที่คำว่านิรโทษกรรม คืออะไรเสียก่อน

“นิรโทษกรรม (Amnesty)” คือ การออกกฎหมายยกเลิกความผิดนั้นให้กับผู้ที่กระทำผิด ทำให้ผู้ที่กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ เพราะถือว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด ส่วนผู้ที่รับโทษไปแล้วก็ให้พ้นจากการเป็นผู้กระทำผิด นอกจากนี้ ทางการจะไม่สามารถรื้อคดีต่างๆ ที่ได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้วกลับมาสืบสวนหาความจริงได้อีกเลย เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมที่ออกมาจะทำให้การกระทำนั้นๆ ไม่เป็นความผิดโดยสมบูรณ์

ดังนั้น “นิรโทษกรรม” คือการลบล้างความผิดทุกอย่าง และเป็นยิ่งกว่า “การอภัยโทษ” เพราะการอภัยโทษนั้น ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นโทษให้ทั้งหมด หรือบางส่วน แต่ก็ยังถือว่าผู้นั้นเคยกระทำผิด และเคยต้องคำพิพากษามาก่อน ขณะที่ “นิรโทษกรรม” จะให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยกระทำผิดมาก่อนเลย

ความจริงการทำรัฐประหารนี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 มีโทษถึงประหารชีวิตเชียวนะครับ แต่ก็ได้การนิรโทษกรรมนี่แหละครับที่ช่วยชีวิตและช่วยให้ผู้ทำการรัฐประหารกลายเป็นผู้ที่ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนเลย

เดิมทีเดียวไม่มีการบัญญัติบทนิรโทษกรรมตนเองไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้แต่คณะราษฎร ก็เสนอเป็นร่างแยกออกมาต่างหาก บทนิรโทษกรรมตนเองของคณะยึดอำนาจเริ่มนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับที่ 9 หรือ ฉบับ พ.ศ.2515, ในมาตรา 21 ฉบับที่ 11 ในมาตรา 29, ฉบับที่ 12 ในมาตรา 32, ฉบับที่ 14 ในมาตรา 32, ฉบับที่ 17 ในมาตรา 37, ฉบับที่ 18 ในมาตรา 309, ฉบับที่ 19 ในมาตรา 48 แต่สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดไว้ในมาตรา 29 ระบุไว้ว่า

“มาตรา 279 บรรดาประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 265 วรรคสอง ไม่ว่าเป็นประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำที่มีผลใช้บังคับในทางรัฐธรรมนูญ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร หรือทางตุลาการ ให้ประกาศ คำสั่ง การกระทำตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำนั้น เป็นประกาศ คำสั่ง การกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย และมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ เว้นแต่ประกาศหรือคำสั่งที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางบริหาร การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทำโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี

บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 ว่าเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย”

ก้าวหน้ามากถึงขนาดนิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้าเชียวนะครับ