เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า เราชาวไทยโชคดีที่พบพระพุทธศาสนา แต่ดูเหมือนว่า ความโชคดีดังกล่าวนั้น คนผู้พูดคำนั้น หรือคนผู้ฟังคำนั้น จะไม่เห็นความโชคดีในการนับถือพระพุทธศาสนาเลย น่าจะเป็นเพียงคำพูดที่พวกเราชาวพุทธพูดป้อยอกันเองเสียมากกว่า มันก็เหมือนคนที่นับถือศาสนาอื่นๆ เขาก็ต้องพูดว่า เราโชคดี ที่ได้นับถือศาสนาอิสลาม เราโชคดีที่ได้นับถือศาสนาคริสต์ เป็นต้น แต่ช้าก่อน! อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่า คำพูดคำนั้นเป็นคำพูดป้อยอกันเอง อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่า คนผู้พูดคำนั้นมองไม่เห็นความมีโชคของการนับถือพุทธศาสนา คนที่จะยืนยันความมีโชคดีที่ได้นับถือพระพุทธศาสนา คือพระอริยะตั้งแต่พระโสดาบันบุคคลขึ้นไป ท่านเหล่านี้ได้เห็นความจริงแล้ว ได้เห็นธรรมตามที่พระองค์ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคตแล้ว
ท่านเหล่านี้จึงเชื่อคำพูดที่ว่า โชคดีที่ได้พบพระพุทธศาสนา
แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างพวกเรานั้น จะมองเห็นความมีโชคในการนับถือพระพุทธศาสนาอยู่อย่างหนึ่ง สิ่งนั้นคือพระพุทธศาสนาที่ชาวเรานับถืออยู่นี้ พระพุทธศาสนาตอบคำถามที่ชาวโลกสงสัยได้ทุกเรื่อง มนุษย์ทุกคนสงสัยว่า โลกนี้เกิดได้อย่างไร พระพุทธองค์ก็ตอบให้รู้ มนุษย์แทบทุกคนสงสัยว่า โลกมนุษย์อย่างที่เราอยู่นี้มีเฉพาะโลกเราเท่านั้น หรือมีโลกมนุษย์ที่อื่นอีก พระพุทธองค์ก็ตอบให้เรารู้ หลายคนสงสัยว่า ขั้นตอนของการเกิดทารกในครรภ์เป็นอย่างไร พระองค์ก็ตอบให้รู้
ต่อมานักวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ก็พบว่า ขั้นตอนการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ก็ตรงตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ การค้นพบของนักวิทยาศาสตร์จึงเป็นการยืนยันความจริงที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ การตอบข้อสงสัยของพระพุทธองค์ ไม่ทำให้ชาวพุทธเราเคอะเขินเลย พิสูจน์ได้เสมอ แต่ปัจจุบันนี้ทางวิทยาศาสตร์ได้ตอบข้อสงสัยอยู่โจทย์หนึ่งซึ่งไม่ตรงกับคำตอบทางพระพุทธศาสนา โจทย์นั้นคือ เรื่องแผ่นดินไหว ทางวิทยาศาสตร์ตอบว่า แผ่นดินไหว เพราะรอยเลื่อนของเปลือกโลก แต่ทางพระพุทธศาสนาตอบว่า แผ่นดินไหว เพราะลม
วิทยาศาสตร์มีผลงานเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก มีหรือจะตอบคำถามโจทย์นี้ไม่ถูก เราน่าจะสนุก! มาดูคำตอบเรื่องแผ่นดินไหวระหว่างพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ แล้วถือหางตามอัธยาศัย ที่จะเลือกเข้ากับฝ่ายใดอย่างบัณฑิตชน
คำตอบเรื่องแผ่นดินไหวเป็นพุทธวจน พระพุทธองค์ตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตร พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม 13 หน้า 281 ว่า ดูกรอานนท์! แผ่นดินใหญ่นี้ลอยอยู่เหนือน้ำ ส่วนน้ำอาศัยลมดำรงอยู่ ส่วนลมอาศัยอยู่ในอากาศ (เขตที่ไม่มีลม) สมัยใดมีลมพายุพัดรุนแรง สมันนั้นน้ำที่อาศัยลมอยู่ย่อมจะไหวตัวเกิดคลื่นอย่างรุนแรง เมื่อน้ำไหวตัวอย่างรุนแรง แผ่นดินที่อาศัยน้ำลอยอยู่ก็จะสั่นสะเทือนตาม นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้แผ่นดินใหญ่นี้ไหวได้
พระวจนที่กล่าวมาข้างบนนั้นเป็นพระพุทธวจน ชาวพุทธไม่มีใครกล้าเปลี่ยนแปลง เพราะกลัวตกนรก เนื่องมาจากพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ผู้ใดมีเจตนาเปลี่ยนแปลงพระพุทธพจน์ ผู้นั้นตายไปแล้วจะต้องไปเกิดในนรก ต่อมาเมื่อมีเรื่องจะต้องอธิบายเพิ่มเติม พระสังคีติกาจารย์ท่านจะไม่อธิบายในพระไตรปิฎก แต่จะอธิบายเพิ่มเติมอีกคัมภีร์หนึ่ง เรียกว่า อรรถกถา (อ่านว่า อัตถะกะถา)
เฉพาะอรรถกถาที่อธิบายเรื่องแผ่นดินไหวในมหาปรินิพพานสูตร ชื่อ สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาสุมังคลวิลาสินีอธิบายเพิ่มเติม โดยยกคำว่า ลมพายุพัดรุนแรง มาอธิบายว่า มีลมชนิดหนึ่งชื่อ อุกเขปกะ เมื่อมันเกิดขึ้น จะพัดตัดลมที่อุ้มน้ำที่หนาถึง 960,000 โยชน์ให้ขาดสะบั้น เมื่อไม่มีลมรองรับน้ำ น้ำจึงตกลงสู่อากาศ เมื่อน้ำตกลงแผ่นดินก็ไม่มีน้ำรองรับ เมื่อไม่มีน้ำรองรับ แผ่นดินก็ตกลงสู่อากาศ จากนั้นลมก็กลับหอบรับน้ำไว้ด้วยกำลังอันมหาศาลของตนอีก เหมือนน้ำในเครื่องกรองน้ำ จากนั้นน้ำก็พุ่งขึ้น เพราะกำลังหนุนจากลม เมื่อน้ำพุ่งขึ้นก็ปะทะให้แผ่นดินพุ่งขึ้น เมื่อแผ่นดินพุ่งขึ้น ย่อมทำให้แผ่นดินไหวอย่างนี้ การไหวของน้ำและแผ่นดินย่อมมีมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ แต่การตกลงและพุ่งขึ้น ย่อมไม่ปรากฏ เพราะเป็นของหนา
ถามว่า เพราะเหตุใด ผู้เขียนจึงนำเรื่องที่น่าจะเหลือเชื่อมาเสนอผู้อ่าน ขอตอบว่า เพื่อเผยแพร่ผลงาน อันเกิดจากพระปัญญาอันกว้างขวาง ดุจแผ่นดินของพระพุทธองค์ เพื่อเปิดเผยผลงาน อันเกิดจากพระปัญญาอันลึกซึ้ง ดุจมหาสมุทรของพระพุทธองค์ และเพื่อประกาศผลงาน อันเกิดจากพระปัญญาอันปลอดโปร่ง ดุจนภากาศของพระพุทธองค์ ซึ่งทุกวันนี้ ผลงานเหล่านั้นเก็บเงียบอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกที่คนไทยเป็นเจ้าของอยู่ แต่คนไทยมิได้สนใจเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นปกติของโลกก็ยังเป็นไปอยู่ กล่าวคือ แผ่นดินนี้ลอยน้ำอยู่ ก็ยังไม่มีใครมองเห็นเลย วันดีคืนร้าย โลกที่เราอาศัยอยู่นี้จะตกหลุมอากาศจนเกิดแผ่นดินไหว ก็ยังไม่มีใครมองเห็นเลย
ประเด็นแรก! ตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อลมพายุพัดรุนแรง น้ำก็จะปั่นป่วนอย่างรุนแรง เมื่อน้ำปั่นป่วนอย่างรุนแรง แผ่นดินที่ลอยน้ำอยู่ก็จะสะเทือน เมื่อแผ่นดินสะเทือน รอยเลื่อนรอยร้าวที่มีอยู่ก็จะพาให้แผ่นดินทรุด แล้วก็เกิดความเสียหายแก่มนุษย์ แต่ที่น่าจะวิเคราะห์ก็คือ แผ่นดินนี้ลอยน้ำอยู่จริงๆ หรือ? ถ้าเรามองไปที่แผนที่ลูกโลก เราเห็นแผ่นดินอยู่นิดเดียว และเหมือนลอยน้ำอยู่ ตรงกับทุกวันนี้ต่างก็ยอมรับกันว่า น้ำมีมากกว่าดิน 3 ใน 4 ส่วน และเมื่อเชื่อว่าน้ำมากกว่าดินแล้ว การที่จะพูดว่า น้ำอาศัยดินอยู่ หรือจะพูดว่า มหาสมุทรคือแอ่งน้ำที่อาศัยแผ่นดินเป็นที่ตั้ง ก็ไม่น่าจะใช่! มุมนี้ไม่รู้นักวิทยาศาสตร์คิดอย่างไร? แต่ทั้ง 2 ฝ่าย มีความเห็นเรื่องน้ำต่างกัน
กล่าวคือ ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า น้ำรองแผ่นดินนั้นหนาถึง 960,000 โยชน์ คิดเป็นกิโลเมตรได้ 15,360,000 กิโลเมตร แต่นักวิทยาศาสตร์คิดไว้ว่า น้ำในมหาสมุทรลึกเพียง 7 ไมล์ ไม่รู้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
ประเด็นที่สอง อรรถกถากล่าวว่า เมื่อเกิดลมพายุชื่อ อุกเขปกะ ลมนี้จะพัดจนลมที่รองรับน้ำอยู่นั้นให้ขาดสะบั้น กล่าวคือ มันจะทำให้บริเวณลมรับน้ำอยู่เป็นปกตินั้นเป็นสุญญากาศ เมื่อบริเวณนั้นเป็นสุญญากาศ น้ำจึงไม่มีลมรองรับ น้ำจึงตกลง เมื่อน้ำตกลง แผ่นดินต้องตกลง เพราะไม่มีน้ำรองรับ จากนั้นลมก็หวนกลับมารับน้ำไว้อีก เมื่อลมมารับน้ำไว้อีก น้ำก็พุ่งขึ้น เมื่อน้ำพุ่งขึ้น มันก็ปะทะแผ่นดินให้พุ่งขึ้น แผ่นก็ไหวอย่างรุนแรง การไหวอย่างนี้ น่าจะเป็นการไหวที่เรียกว่า สึนามิ ขอให้สังเกตดังต่อไปนี้ ตอนที่ลมรับน้ำกลายเป็นสุญญากาศ แล้วน้ำหล่นลงนั้น น้ำจุดนั้นกลายเป็นเวิ้งมหึมา แทนแผ่นดินที่กำลังหล่นตามมา น้ำบริเวณรอบข้างจึงไหลลงเวิ้งมหึมานั้น มนุษย์เราจึงเห็นว่า เมื่อเกิดสึนามิ น้ำได้ไหลลงสู่กลางทะเล นั่นคือมันพากันไหลเข้าสู่เวิ้งมหึมานั้น แต่พอลมกลับมารับน้ำไว้อีก น้ำกับแผ่นดินจึงปะทะกันอย่างรุนแรง
และนั่นคือ ทำให้เกิดคลื่นยักษ์วิ่งกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ได้เห็นเรือขนาดใหญ่ขึ้นไปอยู่บนฝั่งไกลหลายกิโลเมตร
อันการที่ลมซึ่งรองรับน้ำกลายเป็นสุญญากาศ จึงเป็นผลให้น้ำต้องหล่นลงนั้น มันมีหลักฐานให้เห็นได้ในปัจจุบัน
สิ่งนั้นคืออะไร? สิ่งนั้นคือ เครื่องบินตกหลุมอากาศ ตามปกติเครื่องบินที่บินอยู่บนอากาศนั้นอาศัยลมเป็นฐานในการรองรับเครื่องในขณะบิน แต่ถ้าเผอิญช่วงนั้น ลมที่จะเป็นฐานประคองเครื่องนั้นเกิดเบาบางหรือเป็นสุญญากาศ คือไม่มีลมอยู่เลย ช่วงนั้นแหละ เครื่องบินจะตกหลุมอากาศ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่เมื่อลมที่รองรับน้ำนั้นขาดสะบั้นลง เพราะลมอุกเขปกะ น้ำนั้นจะต้องหล่นลง แล้วเมื่อน้ำหล่นลง แผ่นดินก็ต้องหล่นลงด้วย
นี่คือความเป็นเหตุเป็นผลที่เข้าใจได้ และเป็นแนวทางให้ผู้เขียนวิเคราะห์การเกิดแผ่นดินไหวชนิดรุนแรงที่เรียกว่า สึนามิ ตามอาการที่พระสังคีติกาจารย์ท่านบันทึกไว้ในอรรถกถาสุมังคลวิลาสินี ผิดถูกประการใดขอให้ช่วยพิจารณา ถามว่า เพราะเหตุใดอยู่ๆ พระโลกนาถจึงตรัสเรื่องแผ่นดินไหวให้พระอานนท์ฟัง ขอขยายความให้ทราบกันดังต่อไปนี้
วันหนึ่ง ณ เมืองเวสาลี พระอานนท์นั่งคอยรับใช้พระผู้มีพระภาคอยู่ ณ โคนต้นไม้ ไม่ไกลจากปาวาลเจดีย์ ที่พระทศพลประทับอยู่ ขณะนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้น อีกทั้งทิพสังคีตก็กังวานแว่วมา พระอานนท์ตระหนก ขนพองสยองเกล้า พลางรำพึงว่า “น่าอัศจรรย์หนอ! เหตุที่ไม่เคยมี ก็เกิดมีขึ้น แผ่นดินใหญ่ขนาดนี้ไหวได้จริงหนอ! อีกทั้งทิพสังคีตก็บันลือขึ้นมาเอง อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย ทำให้แผ่นใหญ่ขนาดนี้ไหวได้ เราต้องไปทูลถามพระโลกนาถ” ท่านจึงลุกจากที่นั่งเข้าไปเฝ้าพระทศพล ทูลถามถึงสาเหตุให้เกิดแผ่นดินไหว พระศาสดาจึงตรัสตอบว่า “ดูก่อนอานนท์ เหตุ 8 ประการทำให้แผ่นดินไหว เหตุที่หนึ่ง คือ ลมกำเริบ (ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว) สอง ผู้มีฤทธิ์บันดาล สาม พระโพธิสัตว์จุติลงสู่พระครรภ์พระมารดา สี่ พระโพธิสัตว์ประสูติ ห้า พระตถาคตบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ หก พระตถาคตแสดงพระธรรมจักร เจ็ด พระตถาคตปลงอายุสังขาร แปด พระตถาคตปรินิพพาน”
เมื่อพระอานนท์ฟังแล้ว ท่านก็สรุปในใจว่า แผ่นดินไหวเมื่อสักครู่ต้องเกิดจากพระพุทธองค์ปลงอายุสังขารแน่ ท่านจึงอ้อนวอนพระพุทธองค์ให้อยู่ตลอดอายุกัป คืออีก 20 ปี เพราะสมัยนั้น มนุษย์มีอายุขัย 100 ปี พระพุทธองค์ตรัสปฏิเสธ พระอานนท์ก็อ้อนวอนแล้วๆ เล่าๆ ถึงสามครั้ง พระองค์จึงถามพระอานนท์ว่า อานนท์! เธอเชื่อหรือว่าตถาคตเป็นสัพพัญญู เชื่อพระเจ้าข้า พระอานนท์ตอบ จึงตรัสว่า เมื่อเชื่อแล้ว ทำไมจึงรบเร้าตถาคตถึงสามครั้งเล่า พระอานนท์ทูลตอบว่า เพราะได้ฟังมาว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ถ้าเจริญอิทธิบาท 4 สามารถดำรงอายุอยู่ได้ตลอดอายุขัยของมนุษย์ในช่วงนั้นๆ พระองค์จึงตรัสว่า อานนท์! เวลานี้มิใช่เวลาอ้อนวอนแล้ว ตถาคตเปิดโอกาสให้เธอถึง 16 ครั้ง เธอมิได้เฉลียวใจ บัดนี้ ตถาคตได้ปลงอายุสังขารต่อหน้าพญามารแล้วว่า ต่อจากนี้อีกสามเดือนตถาคตจักปรินิพพาน ดูก่อนอานนท์! การที่ตถาคตปลงอายุสังขารแล้ว จะคืนคำเพราะเหตุแห่งชีวิต ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ตถาคตพร่ำสอนเธอแล้วมิใช่หรือว่า เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักสักวันหนึ่ง การที่เราจะมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่เรารักตลอดกาลนั้น มิได้มีเลย พระอานนท์ฟังจบแล้ว ก็สงบลง เพราะเศร้าที่อีกสามเดือนเท่านั้น พระพุทธองค์จะต้องจากไป
ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่า พระอริยะเท่านั้น ท่านจะมองเห็นความมีโชคของการนับถือพระพุทธศาสนา คนธรรมดาเช่นพวกเราที่ยังมีกิเลสอยู่ นอกจากจะภูมิใจในคำสอนที่พิสูจน์ได้ตลอดแล้ว เรายังมีความภูมิใจในพระศาสดาของเราที่ทรงมีบารมีที่ยิ่งใหญ่ ขนาดจะเกิดจะตายแผ่นดินยังไหว สิ่งหนึ่งที่อยากพูดถึง คือ วันที่พระองค์ปลงอายุสังขาร คือวันที่พระองค์ประกาศให้คนที่สามรู้ว่า จากนี้ไปอีกสามเดือน พระองค์จะต้องไปสู่เงื้อมมือของพญามัจจุราชแล้ว วันที่พระองค์ปลงอายุสังขารนั้น เป็นวันเดือนสามเพ็ญ คือวันมาฆบูชา ขอให้สังเกตให้ดี พอเราไปทำวิธีเวียนเทียนในวันมาฆบูชา พวกเราระบุเพียงความอัศจรรย์ของการมาประชุมมิได้นัดหมายเป็นต้น แล้วทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เราไม่ระบุเลย เป็นวันปลงอายุสังขาร ถามว่ามนุษย์ที่พูดในวันมาฆบูชาว่า อีกสามเดือนจะตายแล้ว แล้วเกิดแผ่นดินไหว กับการระบุเพียงว่า วันมาฆบูชา พระสาวกมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายเป็นต้น วาระไหนน่าอัศจรรย์กว่ากัน
ดังนั้นต่อไปนี้ เมื่อถึงวันมาฆบูชา ขอให้ระบุว่า เป็นวันปลงอายุสังขารด้วย ความอัศจรรย์จะยิ่งใหญ่กว่า
สมัยเป็นเด็กมีคนพูดให้ฟังว่า แผ่นดินไหวเพราะปลานนท์พลิกตัว เราก็เชื่อ แต่พอโตขึ้นมาแล้ว การศึกษามีมากขึ้น การที่จะเชื่อว่า แผ่นดินไหวเพราะปลานนท์ไหวตัว มันกลับเป็นเรื่องชวนหัวเสียแล้ว จากนั้นก็แสวงหาเรื่องแผ่นดินไหวในพระพุทธศาสนาเรื่อยมา เพราะอยากรู้ว่า พระพุทธศาสนาสอนเรื่องแผ่นดินไหวเพราะปลานนท์พลิกตัวหรือไม่ แล้วก็พบเรื่องแผ่นดินไหวในพุทธประวัติ แล้วก็พบรายละเอียดเรื่องแผ่นดินไหวในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาตามที่กล่าวมาแล้ว
ในสาเหตุทั้ง 8 นั้น เมื่อพบแล้วก็หายสงสัย เพราะพระพุทธศาสนามิได้กล่าวว่าแผ่นไหวเพราะปลานนท์ไหวตัวเลย แต่กลับตรัสเป็นวิทยาศาสตร์ว่าลมเป็นสาเหตุให้เกิดแผ่นดินไหว แม้จะตรัสสาเหตุแผ่นดินไหวที่ไม่น่าเชื่อจากข้อ 2 ถึง ข้อ 8 ก็ตาม ขอให้รู้ว่าเป็นการตรัสภาพรวมทั้งหมด เพราะอะไร? เพราะว่าแผ่นดินไหวข้อ 3 ถึงข้อ 8 จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นง่ายๆ เลย ต่อเมื่อมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเท่านั้น แผ่นดินไหวแบบนั้น จึงจะเกิดขึ้นได้
สำหรับแผ่นดินไหวในข้อที่ 2 ก็คงเกิดยากเช่นกัน นับจากพระพุทธเจ้าของเราปรินิพพานแล้ว จนถึงบัดนี้ ผู้มีฤทธิ์ทำให้แผ่นดินไหวมีอยู่ครั้งเดียว คือตอนที่พระเจ้าอโศกมหาราชต้องการทดลองพระโมคคัลลีเถระ ผู้ที่จะมาช่วยชำระพระพุทธศาสนา คราวนั้น พระโมคคัลลีเถระให้ใส่น้ำให้เต็มถาด ท่านจะทำปาฏิหาริย์แผ่นดินไหว โดยน้ำในถาดจะไหวเพียงซีกเดียว ส่วนน้ำในถาดอีกส่วนหนึ่งจะสงบนิ่ง พระเจ้าอโศกเห็นฤทธิ์ของท่านแล้วมีความเคารพเลื่อมใสเป็นที่สุด จึงร่วมกันชำระพระศาสนา จนเกิดสังคายนาครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ.218
จะอย่างไรก็ตาม การตรัสสาเหตุแผ่นดินไหว ข้อ 2 ถึงข้อ 8 แม้จะไม่น่าเชื่อ ก็ไม่ต้องหาความจริง เพียงหาความจริงแผ่นดินไหวในข้อที่ 1 ก็พอแล้ว เพราะถ้าลมเป็นสาเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวจริง เราก็ใช้ตรรกะหาความจริงได้ ในลักษณะที่ว่า เมื่อข้อหนึ่งเป็นจริง ข้อ 2-8 ก็เป็นจริงด้วย เพราะเป็นพระดำรัสที่พระพุทธองค์ตรัสเหมือนกัน เป็นแต่ว่าเราเข้าไม่ถึงเท่านั้น ขอผู้อ่านช่วยกันพิจารณา

