หน้าแรก คอลัมนิสต์ พม่าในฐานะเพื...

พม่าในฐานะเพื่อนคู่คิด-มหามิตรที่ไทยขาดไม่ได้ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-พม่า โดย ลลิตา หาญวงษ์

9.08.19 | 13:30 น.
สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำย่างกุ้ง หรืออดีตบ้านลอเรล (ภาพจาก The Cloud)

ในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านรอบข้าง คนไทยน่าจะมีความทรงจำที่ชัดเจนเกี่ยวกับพม่ามากที่สุด หากมิใช่ความทรงจำสวีตหวานเท่าใดนัก บ่อยครั้งที่เราได้ยินคนไทยหลายคนกล่าวคำผรุสวาทขึ้นเมื่อต้องพูดถึงประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างพม่า ด้วยการกล่อมเกลาในยุคสร้างชาติที่พยายามสร้างประเทศเพื่อนบ้านให้เป็นศัตรู มากกว่ามองให้พวกเขาเป็นมหามิตรและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์ ทำให้ทัศนคติของคนไทยต่อพม่ายังไม่ค่อยดีนัก ที่ผ่านมาคอลัมน์ “ไทยพบพม่า” พยายามทำลายกำแพงข้อจำกัดด้านความรับรู้ประวัติศาสตร์ที่คนไทยมีต่อพม่า และพยายามนำเสนอแง่มุมที่หลากหลาย เพื่อให้เราได้เปิดใจและทำความเข้าใจพม่าเพิ่มขึ้น

ในปี 2561 ที่ผ่านมาเป็นหมุดหมายสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่า ไทยกับพม่าสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันมาครบ 70 ปี ในโอกาสนี้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้จัดพิมพ์หนังสือที่ระลึก มีชื่อว่า “2491 งานฉลองเอกราชพม่า ปฐมบทการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-พม่า” ขึ้น และกำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 กันยายนที่จะถึงนี้ ในหนังสือ “2491 งานฉลองเอกราชฯ” มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจหลายอย่าง และไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน เช่น เรื่องงานฉลองเอกราชพม่าในปี 2491 ที่นับเป็นปฐมบทของการสานความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับพม่า และยังมีเอกสารราชการทั้งจากฝั่งไทย พม่า และอังกฤษ ที่หาดูได้ยากยิ่งเป็นตัวชูโรงในหนังสือเล่มกะทัดรัดเล่มนี้ด้วย

ผู้เขียนขอนำเกร็ดบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองชาติเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในต้นปี 2491 (ค.ศ.1948) เมื่อพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2490 อู นุ ในฐานะนายกรัฐมนตรีพม่า ส่งสารเชิญผู้แทนไทยไปร่วมงานเฉลิมฉลองเอกราชของพม่า ที่กำลังจะจัดขึ้นในต้นเดือนมกราคม พระยาศรีวิสารวาจา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในขณะนั้น แต่งตั้งให้พระยาอภิบาลราชไมตรี (ต่อม บุนนาค) เป็นหัวหน้าผู้แทนของไทยเดินทางไปกรุงย่างกุ้ง ในปลายปี 2490 สถานการณ์ทางการเมืองไทยไม่สู้ดีนัก เพราะเพิ่งเกิดการรัฐประหารขึ้น คณะรัฐประหารแต่งตั้งนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว (ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนต่อมา นายควงจึงได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง) แต่นายควงไม่ได้เดินทางไปร่วมงานฉลองเอกราชที่พม่าด้วย แต่ได้มีสารแสดงความยินดีส่งไปถึงประธานาธิบดีพม่า เจ้า ฉ่วย แต้ก (Sao Shwe Thaik)

ทางการพม่าให้การต้อนรับคณะทูตไทยเป็นอย่างดี และมีดำริจะตั้งสถานเอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย พระยาอภิบาลราชไมตรีตอบนายกรัฐมนตรีไปว่าทางการไทยจะช่วยเหลือพม่าอย่างเต็มที่เพื่อจัดหาสถานที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูตที่เหมาะสมที่สุด (ปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทยตั้งอยู่บนถนนสาทรเหนือ ใกล้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน) ด้านทางการไทยเองก็ดำริกับอู นุ นายกรัฐมนตรีพม่า ว่ากำลังหาสถานที่เพื่อตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง

หนังสือ “2491 งานฉลองเอกราชพม่าฯ” มีส่วนหนึ่งที่กล่าวถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยว่าด้วยการตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งจบลงไม่นาน ย่างกุ้งได้รับความเสียหายอย่างมาก แต่ก็ยังเหลือตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่ในเขตดาวน์ทาวน์ และบ้านเรือนขนาดใหญ่ของคหบดีที่มั่งคั่งเหลือไว้จำนวนหนึ่ง คณะทูตไทย ที่นำโดยหม่อมหลวงปีกทิพย์ มาลากุล ถูกชะตากับบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งบนถนนแปร (Pyay Road หรือที่ก่อนหน้านี้เรียกว่า Prome Road) ถนนสายหลักที่เชื่อมย่างกุ้งเหนือ-ใต้เข้าด้วยกัน ไม่ห่างจากพระเจดีย์ชเวดากอง ชื่อบ้านลอเรล (Laurel) เนื้อที่รวม 5-6 ไร่ เป็นของคหบดีเชื้อสายอินเดียนามว่า เดอ ซูซา (de Souza) เมื่อนายเดอ ซูซาเสียชีวิต บ้านลอเรลตกมาเป็นสมบัติของภริยา นายรำไพ มลิวัน คหบดีชาวไทยที่อาศัยในพม่ามาเกือบ 30 ปี และมีเครือข่ายกับนักธุรกิจพม่าเป็นอย่างดี ได้นำบ้าน 30 หลังที่กำลังประกาศขายในขณะนั้นมาให้คณะทูตไทยพิจารณา ฝ่ายหลังเห็นว่าบ้านลอเรลสง่างามและเหมาะจะเป็นสถานเอกอัครราชทูตไทยมากที่สุด ด้วยให้เหตุผลว่าตั้งอยู่บนถนน “ที่มีหน้ามีตาในย่างกุ้ง” และยังอยู่ใกล้กับสถานทูตสำคัญอื่นๆ ตลอดจนใกล้สถานที่ราชการของพม่า เมื่อเจรจากันแล้ว นางเดอ ซูซา ตกลงขายบ้านให้กับรัฐบาลไทยเป็นเงิน 2 แสนรูปี ค่านายหน้าสำหรับนายรำไพอีกจำนวนหนึ่ง

Advertisement

อย่างไรก็ดี การเจรจาซื้อขายบ้านลอเรลไม่ได้ราบรื่นเท่าใดนัก แม้นางเดอ ซูซา จะตกลงขายให้กับรัฐบาลไทย และตกลงจ่ายเงินมัดจำไปแล้ว ทางการพม่ากลับแจ้งมาว่าขอให้ทางไทยยกเลิกความคิดที่จะซื้อบ้านหลังดังกล่าว เพราะรัฐบาลจีนแสดงความจำนงซื้อบ้านหลังนี้เพื่อทำเป็นที่พักเอกอัครราชทูตมาก่อนหน้านี้ และจีนได้ออกค่าซ่อมแซมบ้านไปจำนวนหนึ่งแล้ว แต่ในที่สุดเมื่อตกลงกันได้ ทางการจีนยอมยกบ้านให้กับทางการไทย โดยมีเงื่อนไขเพียงว่าทางไทยต้องจ่ายค่าซ่อมแซมบ้านที่ทางการจีนจ่ายไปก่อนหน้านี้เท่านั้น บ้านลอเรลจึงเป็นสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้งอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2491

การเดินทางไปพม่าของคณะทูตไทยในครั้งนี้มีคุณูปการที่สำคัญอีกประการสำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์พม่า กล่าวคือหม่อมหลวงปีกทิพย์ มาลากุล ได้บันทึกข้อสังเกตของตนต่อการเมืองพม่าไว้ด้วยบางส่วน หม่อมหลวงปีกทิพย์เห็นว่าการเมืองพม่าในขณะนั้นไม่สงบ หรือ “อยู่ในอาการระส่ำระสาย” เพราะการเมืองแบ่งออกเป็นก๊กเป็นฝ่ายถึง 9 ก๊ก โดยมีพรรครัฐบาล AFPFL (Anti-Fascist People’s Freedom League) เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ใช่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพราะฝ่ายต่อต้านมีทั้งฝ่ายคอมมิวนิสต์ สังคมนิยม และพรรคชาตินิยมอื่นๆ ก็ต้องการขึ้นเป็นรัฐบาลแทนพรรค AFPFL และมีแผนยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรีอู นุด้วย

หนังสือ “2491 งานฉลองเอกราชพม่า ปฐมบทการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-พม่า” แม้จะเป็นหนังสือทางการที่กระทรวงการต่างประเทศจัดทำขึ้นเพื่อรำลึกการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่ามาครบ 70 ปี ในปี 2561 แต่ก็มีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ยิ่ง เพราะคณะผู้จัดทำได้รวบรวมเอกสารชั้นต้นทั้งที่สืบค้นจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติในไทย และหอจดหมายแห่งชาติที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อย่างละเอียดลออ ช่วยให้เราเห็นภาพความสัมพันธ์ในช่วงต้นที่เป็นทางการและสภาพการเมืองของพม่าในสายตานักการทูตไทยที่ไม่มีบันทึกไว้ที่อื่น เมื่อพม่าได้เอกราชแล้ว ดังที่หม่อมหลวงปีกทิพย์ได้สังเกตไว้ สถานการณ์ในประเทศไม่สู้ดีนัก สงครามกลางเมืองปะทุขึ้นแทบจะทันที และด้วยปัญหาการเมืองที่เรื้อรังรุนแรงนี้ที่จะนำพาไทยให้มีความสัมพันธ์ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการกับพม่าต่อมาอีกหลายสิบปี ผู้เขียนจะได้นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าที่ไม่เป็นทางการในโอกาสต่อๆ ไป