ผมเป็นคนชอบอ่านข่าวงานวิจัย ไม่ใช่งานวิจัยขั้นสูงอย่างงานวิจัยโมเลกุลหรือสปีชีส์ใหม่ที่คนทั่วไปอ่านไม่รู้เรื่องหรอกนะครับ แต่เป็นงานวิจัยจิตวิทยา หรือเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจำพวกว่า “งานวิจัยพบว่าคนห้องรกมักมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนห้องสะอาด” หรือ “นักวิจัยพบว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของคนนั้นมีจำกัดในแต่ละวัน ใช้แล้วหมดไปได้” ต่างหาก
เมื่อเลื่อนผ่านข่าวพวกนี้ในนิวส์ฟีดหรือหน้าเว็บ ผมมักคลิกเข้าไปอ่านเสมอ ด้วยคิดว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัว และสามารถใช้เป็นฐานในการคิดเรื่องอื่นๆ ต่อไปได้ไม่รู้จบ
ปัญหาที่ผมมักพบจากการอ่านข่าวงานวิจัยพวกนี้คือเมื่องานวิจัยถูกนำมาเสนอให้เป็น “ข่าว” ที่ต้องพาดหัวด้วยสีสันฉูดฉาดเพื่อให้คนสนใจ มันก็มักจะถูกลดทอนความซับซ้อนลงเสมอ หลายครั้งการลดทอนความซับซ้อนลงนี้ไม่ใคร่จะเป็นอะไรนัก ดีเสียอีกที่ทำให้มันง่ายและเข้าถึงคนมากขึ้น แต่อีกหลายครั้งก็พบว่าเป็นการลดทอนจนเนื้อความของงานวิจัยนั้นเจือจางหรือเปลี่ยนไปเลย นักข่าวอาจยอมละ “ข้อแม้” หรือ “หมายเหตุที่สำคัญ” ที่นักวิทยาศาสตร์บันทึกไว้ เพื่อให้ได้พาดหัวที่แรงและดึงคน หรือกระทั่งอาจใส่ “เหตุผล” เข้ามาสรุปมั่วๆ ทั้งๆ ที่งานวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้บอกว่าสองสิ่งเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันเลย มันเพียงมีความเชื่อมโยงกันเท่านั้น พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้เวลาอ่านข่าวพวกนี้จะต้องใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบมากๆ บางครั้งต้องอ่านจากหลายแหล่งเทียบกันเพื่อสกัดความจริงออกมา
อย่างไรก็ตาม ถึงจะอ่านด้วยความระมัดระวังแล้วก็ยังอาจไม่พอ – ถ้างานวิจัยนั้นมัน “ผิด” มาตั้งแต่ต้น!
ในปี 2005 ศาสตราจารย์ John Ioannidis จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ตีพิมพ์ผลงานกระหึ่มโลกที่มีชื่อว่า “Why most pub-lished research findings are false” หรือ “ทำไมผลงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ส่วนมากจึงผิด” งานวิจัยของ ศจ.John นี้ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์พิสูจน์ความจริงข้อนี้ และย้ำหลักฐานอีกครั้งด้วยการไปตรวจสอบผลงานวิจัยทางด้านการแพทย์ที่เป็นที่นับหน้าถือตาจำนวน 34 ชิ้น เขาพบว่ามีมากถึง 41% ที่ไม่สามารถทดสอบซ้ำให้ได้ผลดังเดิมได้
หลังจากที่งานวิจัยของ ศจ.John ตีพิมพ์วงการวิทยาศาสตร์ก็ตื่นตัวกันยกใหญ่ครับ พวกเขาพบความจริงที่น่าตื่นตะลึงว่าในจำนวนผลงานวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ทั้งหมดนั้น มีมากถึง 51-89% ที่ไม่สามารถผลิตผลการทดลองให้ซ้ำเดิมได้ (หมายถึงว่าข้อสรุป หรือสถิติที่ได้จากผลการทดลองเดิมอาจจะ “มั่ว” นั่นเอง)
งานวิจัยหลายชิ้นเป็นงานวิจัยที่ถูกใช้เป็น “ฐาน” เพื่อสร้างงานวิชาการอื่นๆ เช่นงานวิจัยเรื่อง Ego Depletion ที่สรุปเรื่องที่ผมพูดถึงตอนต้น ว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (willpower) ของคนเรานั้นมีขีดจำกัดและสามารถหมดไปได้ ก็ถูกทดลองซ้ำเพื่อตรวจสอบเช่นกัน ผลการทดสอบบอกว่าเราไม่สามารถสรุปอะไรอย่างที่งานวิจัยต้นขั้วสรุปไว้ได้เลย
เหตุผลที่เป็นอย่างนี้อาจเป็นเพราะแวดวงการตีพิมพ์งานวิจัยนั้นก็คล้ายกับแวดวงอื่นๆ (เช่นการทำข่าว) ที่จะให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่ดูหวือหวา ดูมีความออริจินัลมากกว่างานวิจัยที่ดูซับซ้อน น่าเบื่อ ถูกต้องตามหลักการ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงพยายามที่จะทำงานวิจัยให้ได้ผลที่น่าตื่นตะลึง พลิกโลกมากขึ้น ซึ่งความพยายามนี้อาจทำให้ผลการวิจัยบิดเบี้ยวไป ไม่ว่าตัวนักวิทยาศาสตร์เองจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามแต่
การเปิดเผยครั้งนี้สร้างความขัดเคืองต่อนักวิทยาศาสตร์บ้าง (แน่นอนล่ะครับ ใครจะชอบถูกตราหน้าว่าพูดมั่ว ยิ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองนั้นๆ ด้วยแล้ว) แต่หลายคนก็มองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีของวงการ และน่าจะทำให้วงการขับเคลื่อนไปในทางที่ควรมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเริ่มมีการให้นักจิตวิทยาที่จะทดลองใดๆ ลงทะเบียนสมมติฐานและวิธี รวมไปถึงขั้นตอนในการทดลองไว้ล่วงหน้า เพื่อกันไม่ให้พวกเขาเปลี่ยนวิธีการทดลองเพื่อให้เข้ากับสมมติฐานในภายหลัง นี่อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ได้ผลการทดลองที่เที่ยงตรงมากขึ้น (ถึงแม้จะไม่หวือหวาเท่าเดิมก็ตามที)
ปัญหาของวงการวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีเท่านี้นะครับ เร็วๆ นี้ ยังมีข่าวอื้อฉาวว่านักวิทยาศาสตร์บางส่วนมีนิสัยที่ชอบทำสิ่งที่เรียกว่า “p-hacking” คือการเล่นกลกับสถิติเพื่อให้ได้ผลสรุปว่าตัวแปรสองอย่างนั้นเกี่ยวข้องกันโดยมีนัยสำคัญ (statistically significant) ซึ่งไม่ได้เป็น “การโกง” แบบโฉ่งฉ่าง แต่เป็นการโกงแบบศรีธนญชัย เล่นกลกับตัวเลข เพื่อให้ได้ผลที่ตัวเองต้องการแบบสะอาด ปราศจากรอยด่างพร้อย (ในผลลัพธ์-แต่มีรอยด่างพร้อยในการกระทำไปเรียบร้อย)
กระทั่งคนที่ “เป็น” นักวิทยาศาสตร์เองก็มีผล มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมงานวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมจึงค่อนข้างโอนเอียงไปทาง “หัวก้าวหน้า” เสียส่วนมาก และชอบว่าร้ายพวกอนุรักษนิยม เมื่อลองสำรวจออกมาก็พบว่านักวิทยาศาสตร์ (และผู้ทำงานในสายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งหลาย) มักจะมีความเชื่อแบบหัวก้าวหน้า (liberal) ซึ่งความเชื่อของเขา ก็อาจไปจำกัดขอบเขตการศึกษาให้แคบลง จนได้ผลลัพธ์ที่มีลักษณะเฉพาะมากขึ้น จนบางคนอาจมองว่าผิดได้นั่นเอง
นักวิจัยคนหนึ่งให้ความเห็นไว้ว่า “วิทยาศาสตร์ไม่ได้เกี่ยวกับการทำอะไรให้ถูก หรือทำอะไรให้ผิด มันเป็นเพียงการศึกษาเพื่อ ‘ลดความไม่แน่นอน’ ลงเท่านั้นเอง”
วิทยาศาสตร์ก็เหมือนเรื่องอื่นๆ มัน “ผิด” ได้นะครับ ไม่ใช่ว่าพอขึ้นชื่อว่าวิทยาศาสตร์แล้วเราจะต้องเชื่อโดยบอดใบ้ไปเลย
ถ้าคิดแบบนั้น วิทยาศาสตร์ก็คงไม่ต่างอะไรจากความเชื่อในภูติผีปีศาจเลย

