นิทานหลอกตัวเองเรื่องหนึ่งของเทคโนแครตไทย ซึ่งมีอายุปรัมปราพอสมควรแล้วก็คือ หากทำให้การเมืองไทยนิ่งได้ พวกเขาจะสามารถนำเศรษฐกิจไทยให้รุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว และในเวลาไม่นาน เศรษฐกิจไทยก็จะทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้วได้
ผมได้ยินเรื่องนี้มาตั้งแต่หลัง 14 ตุลา เมื่อยุคทองของเทคโนแครตเพิ่งสิ้นสุดลงในเมืองไทย น่าประหลาดที่พวกเขาไม่ได้เห็นว่า เกือบ 16 ปีที่การเมืองไทย “นิ่ง” ภายใต้เผด็จการทหาร และพวกเขามีบทบาทอย่างสูงในการวางนโยบายเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจไทยใน พ.ศ.2516 ก็ไม่ได้ไปไกลถึงไหน ซ้ำยังอยู่ในช่วงชะงักงันด้วย
การเมืองที่ “นิ่ง” ของพวกเขาหมายถึง นโยบายสาธารณะต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมกับเศรษฐกิจ ต้องวางโดยอาศัยความรู้เฉพาะทางของผู้เชี่ยวชาญ โดยคำนึงถึงปัจจัยทางการเมืองให้น้อยที่สุด หรือไม่จำเป็นต้องคำนึงเลยได้ยิ่งวิเศษ
ฉะนั้น การเมืองในอุดมคติของพวกเขา จึงเป็นการเมืองที่มีการต่อรองน้อยที่สุด หรือไม่มีเลยได้ยิ่งดี ธรรมชาติของเทคโนแครตจึงไม่นิยมระบอบประชาธิปไตย เพราะปล่อยให้มีการต่อรองมาก ยิ่งเป็นเทคโนแครตไทยก็ยิ่งไม่นิยมหนักขึ้น เพราะพวกเขาเกิดและเติบโตภายใต้เผด็จการทหาร ซึ่งสามารถอ้างได้ว่าริเริ่มการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทั้งประสบความสำเร็จจนเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยไปอย่างชัดเจน
แต่หลัง 14 ตุลาเป็นต้นมา นโยบายสาธารณะของไทยถูกวางโดยคำนึงถึงปัจจัยทางการเมืองเสมอมา มากบ้างน้อยบ้าง แม้เทคโนแครตบางกลุ่มบางคนสามารถเข้าถึงอำนาจบริหารรัฐ ผ่านระบบราชการ, พรรคการเมือง หรือกลุ่มผู้นำกองทัพ แต่ความรู้ความสามารถของเขาไม่ได้เป็นปัจจัยเดียว หรือปัจจัยสำคัญที่สุด ในการวางนโยบายสาธารณะอีกแล้ว แม้แต่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการกองทัพในรูปต่างๆ
นี่คือที่มาของนิทานหลอกตัวเองเรื่องนี้ ซึ่งมีชีวิตมาตั้งแต่หลัง 14 ตุลาจนบัดนี้ ก็ยังไม่ยอมตาย ซ้ำแปรรูปออกไปเป็นทฤษฎีสนับสนุนเผด็จการทหารอีกหลายชั้นเชิงด้วย
ผมเพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า นิทานหลอกตัวเองเรื่องนี้ตั้งอยู่บนความว่างเปล่า คือ ปราศจากทั้งฐานทางทฤษฎีหรือข้อเท็จจริงรองรับ เป็นความฝันแท้ๆ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะคนที่สูญเสียอดีตอันรุ่งเรืองของตนไปให้แก่ความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสังคมไทย จะทำอะไรได้ดีไปกว่าฝัน อีกทั้งไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มเทคโนแครตเท่านั้นที่ต้องฝัน มีกลุ่มคนที่สูญเสียอดีตอันรุ่งเรืองของตนอีกหลายกลุ่มในเมืองไทยปัจจุบัน จำเป็นต้องชดเชยความสูญเสียนั้นด้วยความฝัน จนกลายเป็นฝันร้ายของเราทุกคนเวลานี้
แต่ก่อนอื่นขอพูดถึงสิงคโปร์ไว้นิด เพราะสิงคโปร์คือแม่แบบที่นักฝันทุกกลุ่มใช้เป็นเป้าหมายในอุดมคติ นับตั้งแต่ชื่อพรรคกิจสังคม ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อเลียนความหมายของชื่อพรรคกิจประชาของสิงคโปร์
สิงคโปร์ไม่ได้อยู่ภายใต้เผด็จการทหาร ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ สิงคโปร์เป็นหนึ่งในสอง (หรือสาม) ประเทศของอาเซียนที่กองทัพอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลพลเรือนอย่างเด็ดขาด อีกประเทศหนึ่งคือเวียดนาม และทั้งสองประเทศมีกำลังรบที่มีสมรรถนะสูงมากของภูมิภาคนี้ ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ พรรคการเมืองที่ได้อำนาจทั้งในสิงคโปร์และเวียดนาม (ในแง่หนึ่งก็ควรรวมมาเลเซียด้วย) ล้วนเป็นพรรคมวลชนจริงๆ ซึ่งแตกต่างจากพรรคเสื้อแดง หรือพรรคคนใต้ (ไม่ใช่เพราะ “เสื้อแดง” และ “คนใต้” ไม่ใช่มวลชนนะครับ แต่ทั้งสองกลุ่มไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจนโยบายของพรรค)
ลี กวน ยิว ไม่เหมือนประยุทธ์ จันทร์โอชา, ทักษิณ ชินวัตร, สุจินดา คราประยูร หรือ เปรม ติณสูลานนท์ ในท่ามกลางความจลาจลวุ่นวายของสิงคโปร์หลังสงคราม เขาคือคนที่มองเห็นทางออกจากความจลาจลวุ่นวายนั้น ซ้ำยังสามารถมองไปไกลสู่อนาคตว่า สิงคโปร์ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกหลังสงคราม จะมีที่ยืนอยู่ตรงไหน และอย่างไร ซ้ำสามารถนำสิงคโปร์ไปตามเส้นทางแห่งความใฝฝันที่เป็นไปได้นั้นด้วย
นอกจากนี้ ลี กวน ยิว ไม่ใช่เทคโนแครต เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในสาขาอะไรสักอย่างเดียว จึงทำให้สายตาของเขากว้างกว่าความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน
ลี กวน ยิว เป็นเผด็จการก็จริง แต่เผด็จการแบบของเขาซึ่งยังดำรงอยู่สืบมาในสิงคโปร์จนทุกวันนี้ถูกเรียกว่า Liberal Autocracy เป็นอัตตาธิปไตยเชิงเสรีนิยม จริงอยู่เขาพยายามทุกวิถีทางมิให้ฝ่ายค้านได้โอกาสในการจัดองค์กรให้แข็งแกร่งขึ้นมาแข่งได้ แต่เขาจัดการเลือกตั้งตามวาระเสมอมา แม้ว่าประชาชนที่ขาดการจัดตั้งหรืออยู่ภายใต้การจัดตั้งที่ไม่แข็งแรง ย่อมยากที่จะล้มรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ แต่อย่าลืมว่าสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กนิดเดียว การผูกขาดการจัดองค์กรที่เข้มแข็งไว้กับพรรครัฐบาลจึงไม่อาจทำอย่างได้ผลเต็มที่ ดังนั้นประชาชนจึงสามารถใช้การเลือกตั้งเพื่อส่งสัญญาณแก่รัฐบาลได้เสมอว่า ประชาชนกำลังพอใจหรือไม่พอใจรัฐบาล โดยลี กวน ยิว ไม่เคยใช้ทหารออกมาข่มขู่ใคร ไม่เคยตั้งสำนักโพลปลอมๆ ขึ้นมาโฆษณาชวนเชื่อรัฐบาล ไม่เคยเรียกใครไปปรับทัศนคติทางการเมือง ฯลฯ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ลี กวน ยิว และพรรคกิจประชาใช้ประโยชน์จากสัญญาณนี้ เพื่อปรับปรุงนโยบายและการปฏิบัติของตนจนเป็นที่ยอมรับของเสียงส่วนใหญ่เสมอ
คิดสิ คิดสิ เทคโนแครตที่ร่วมฝันหลอกตัวเองทั้งหลาย จะหาผู้นำกองทัพไทยคนไหนที่ทำอย่างนี้ได้ คือทำให้การเมือง “นิ่ง” พอที่นโยบายสาธารณะต่างๆ จะถูกวางขึ้นจากความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านล้วนๆ
นอกจากนี้ แม้แต่ในประเทศที่เล็กอย่างสิงคโปร์ นโยบายสาธารณะที่รัฐเสนอก็ถูกต่อรองนะครับ รัฐบาลจัดการกับการต่อรองนั้นอย่างชาญฉลาด คือผู้ต่อรองได้บ้าง แม้ได้ไม่หมด เผด็จการทหารไทยจะรับมือกับการต่อรองอย่างไร จับไปปรับทัศนคติ ตั้งข้อหาคดีอาญา อุ้มหาย ขู่เข็ญไม่ให้สื่อรายงาน ฯลฯ การกดขี่ปิดกั้นเช่นนี้อาจทำให้การเมือง “นิ่ง” ได้ แต่เป็นความ “นิ่ง” ของสังคมที่นั่งอยู่บนระเบิดเวลา ซึ่งทุกฝ่ายก็มองเห็นยกเว้นแต่ตัวเผด็จการทหารเอง
ผมไม่ปฏิเสธหรอกครับว่า การเมืองที่ “นิ่ง” ด้วยการกดขี่ปราบปรามเด็ดขาดอย่างสมัยสฤษดิ์, ซูฮาร์โต, ฮุน เซน, SPDC ในพม่า, มาร์กอส ฯลฯ นำมาซึ่งการลงทุนจากต่างชาติ (หากเผด็จการต้องการ) เพราะรัฐบาลเผด็จการสามารถเอื้ออำนวยความได้เปรียบด้านการผลิตต่างๆ แก่ทุนต่างชาติได้ โดยไม่มีใครอื่นเข้ามาต่อรองให้วุ่นวาย การลงทุนบนระเบิดเวลาทำได้ เพราะเป็นการลงทุนแบบงานวัด คือพร้อมจะย้ายไปวัดอื่นได้ทันที แต่เศรษฐกิจไทยได้เลยขั้นงานวัดไปนานแล้ว วัดอื่นที่อยู่รายรอบไทย เช่นกัมพูชา, พม่า, เวียดนาม ล้วนมีความเหมาะสมกว่าเป็นส่วนใหญ่ (ที่ด้อยกว่าคือโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งปรับปรุงได้ไม่ยาก) สิ่งที่ทุนต่างชาติต้องการจากเศรษฐกิจแบบไทยคือ predictability หรือคาดการณ์ได้อย่างเดียวกับสิงคโปร์ (หรือมาเลเซีย และอาจรวมอินโดนีเซียด้วย) ผมรู้ว่าเขาไม่สนใจหรอกว่า คุณจะเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ต้องไม่มีระเบิดเวลา ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าจะระเบิดเมื่อไร
คงมีเทคโนแครตนักฝันบางคนคิดว่าการเมือง “นิ่ง” ของเขาก็หมายความตามนี้แหละ ผมก็อยากขอร้องให้คิดว่า ความ “นิ่ง” ทางการเมืองแบบคาดการณ์ได้นี้จะมีทางได้จากผู้นำกองทัพหรือครับ ลองคิดดูว่าพวกเขาเป็นใคร รับการศึกษามาแบบไหน มีประสบการณ์การทำงานแบบไหน เขาจะสามารถนำมาซึ่งความ “นิ่ง” อย่างนี้ได้หรือ
และที่สำคัญกว่าตัวเขาก็คือ ในองค์กรขนาดใหญ่เช่นกองทัพ ซึ่งไม่อยู่ในความควบคุมของใครอย่างเด็ดขาดนัก ซ้ำยังเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา (อย่างออกหน้าและไม่ออกหน้า) คนที่จะไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้นำกองทัพได้ ย่อมต้องมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงภายในกองทัพและนอกกองทัพอย่างสลับซับซ้อน ดังนั้นการพิจารณาบุคลิกภาพของตัวผู้นำกองทัพเพียงอย่างเดียว อาจไม่ตอบโจทย์เลย เพราะเขาปฏิบัติการด้วยเครือข่ายครับ ไม่ใช่ตัวเขาคนเดียว ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร มันมีผลประโยชน์, เกียรติยศ, ความมั่นคง, การเป็นที่ยอมรับ ฯลฯ ของคนอื่นอีกมากที่ต้องคำนึงถึง
ที่พูดนี้ โดยเฉพาะกองทัพไทยเลยนะครับ
แต่ไม่ใช่เฉพาะผู้นำทางทหารเท่านั้น ผู้นำทางการเมืองที่พร้อมจะเผด็จอำนาจจากการเลือกตั้ง (ซึ่งเทคโนแครตบางคนก็เคยฝากตัวมาแล้ว) ก็ตกอยู่ในเงื่อนไขเดียวกัน หรือยิ่งต้องมีสายสัมพันธ์สลับซับซ้อนกว่าเสียอีก เขาก็ต้องปฏิบัติการเชิงเครือข่ายเหมือนกัน
ใช้สำนวนไทยให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เผด็จการไทย ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือนก็ตาม ย่อมต้อง “ลูบหน้าปะจมูก” ซ้ำเป็นจมูกที่โตมากด้วย เอียงหน้าลูบอย่างไรก็เจอจมูกจนได้ เพราะไม่มีจมูก เขาก็ไม่สามารถเป็นเผด็จการได้
อย่าลืมนะครับว่า สิงคโปร์มีจมูกที่เล็กมาก ลูบแล้วไม่ค่อยเจอ หรือถึงเจอก็ฝ่าไปจนได้ แล้วเผด็จการที่ลูบหน้าปะจมูกจะสามารถทำให้การเมือง “นิ่ง” แบบคาดการณ์ได้หรือครับ มีอะไรสักอย่างบ้างไหม ภายใต้เผด็จการทหารไทย ที่พอจะคาดการณ์ได้ แม้แต่เรื่องเล็กๆ เห็นๆ… คิดสิ คิดสิ
(ยังมีต่อ)

