ข่าวงูเหลือมโผล่ขึ้นมาจากโถส้วม ก่อนกัดอวัยวะเพศของชายที่กำลังนั่งปลดทุกข์อยู่
นอกจากจะเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในเมืองไทย จนมีข่าวเกี่ยวกับงูชนิดอื่นๆ ในสถานการณ์อื่นๆ ตามมาอีกมากมายแล้ว
สื่อต่างประเทศเจ้าใหญ่ๆ ก็ยังเลือกข่าวดังกล่าวไปนำเสนอ
ส่วนหนึ่ง อาจเป็นเพราะข่าวงูโผล่จากโถส้วม คือ ข่าวแปลกเชิง “สีสัน”
แต่อีกด้าน นี่ก็ถือเป็นเรื่องราว “สยองขวัญ” ชั้นดี ว่าด้วย “ภัยอันตรายใกล้ตัว” ที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับมนุษย์แทบทุกมุมโลก
แม้หลายคนอาจยึดถือ “งู” เป็นตัวแทนของความผิดบาปหรือความชั่วร้าย ทว่า งูกลับเป็น “ด้านมืด” ที่มนุษย์มักหนีไปไม่พ้น
แม้จะมีความปรารถนาเช่นนั้นตลอดมาก็ตาม
อาทิ ในอินเดีย อีกแหล่งหนึ่งของโลกที่ชุกชุมด้วย “อสรพิษ” ซึ่งผู้คนแถบนั้นรุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่างมีความปรารถนาจะกำจัดงูให้สิ้นซากหมดไป
ในวรรณกรรมสันสกฤตโบราณ (จากหนังสือ “ภารตนิยาย” โดย ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา) เล่าเรื่องราวของฤษีหนุ่มรูปงามนาม “รุรุ” ที่ “ประมัทวรา” คนรัก ต้องเสียชีวิต เนื่องจากถูกงูเห่าฉก
รุรุจึงให้สัตย์สาบานต่อฟ้าดินว่าจะฆ่างูทุกตัวที่ตนพบเห็น และ “จะฆ่ามันให้หมดแผ่นดินโลก”
แม้พระยมเทพจะช่วยชุบชีวิตนางประมัทวราให้ฟื้นคืนกลับมาดังเดิม แต่ฤษีรุรุกลับไม่เคยลืมเลือนคำปฏิญาณที่เคยกล่าวไว้
ฤษีหนุ่มยังคงเกลียดชังงู และเดินหน้าประหัตประหารอสรพิษทุกตัวที่เขาพบเห็นต่อไป
ในคราวที่พระราชาชนเมชัยแห่งกรุงหัสตินาปุระ กระทำมหายัชญพิธีสังหารงูให้หมดสิ้นจากโลก เพื่อล้างแค้นแทนพระบิดา ซึ่งถูกนาคฆ่าตาย
รุรุก็เดินทางมาเข้าร่วมพิธีดังกล่าว ซึ่งมีชีวิตของงูถูกเซ่นสังเวยไปนับไม่ถ้วน
กระทั่งฤษีหนุ่มมาพบกับพญางูชื่อ “ทุณฑุภะ” อดีตฤษีที่ถูกสาปให้กลายเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ทั้งคู่จึงได้สนทนากัน
พญางูได้กล่าวถึงบาปกรรมอันเกิดจากการสังหารอสรพิษทั้งหลาย จนรุรุตัดสินใจยกเลิกคำ “ปฏิญญาอาฆาต” ของตนเองในท้ายที่สุด
ทว่า ความมุ่งมาดปรารถนาแบบเดียวกันก็ยังเกิดขึ้นอีกในยุคอาณานิคม
เมื่อรัฐบาลอังกฤษที่เข้ามาปกครองอินเดีย รู้สึกวิตกกังวลกับจำนวนงูเห่าอันมากมายมหาศาลในกรุงเดลี
นำไปสู่การออกนโยบายจ่ายค่าตอบแทนให้แก่พลเมืองผู้สามารถฆ่างูเห่าได้
แรกเริ่มเดิมที คล้ายนโยบายเช่นนี้จะประสบความสำเร็จ เพราะมีผู้นำซากงูจำนวนมากมาแลกกับเงินรางวัลของทางการ
แต่หลังจากนั้น กลับมีคนหัวใสหันมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์งูเห่า แล้วนำไปฆ่าทิ้งเพื่อรับเงินรางวัล
นโยบายจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ฆ่างูจึงถูกยกเลิกไป ขณะเดียวกัน บรรดาคนหัวใสที่เปิดกิจการเพาะพันธุ์งูเห่า ก็จำใจต้องปลดปล่อยงู ซึ่งไม่มีราคาค่างวด-ค่าหัวใดๆ ออกเป็นอิสระ
ไปๆ มาๆ ประชากรงูเห่าในเดลีเลยเพิ่มจำนวนขึ้น แทนที่จะลดลง ดังเป้าประสงค์ของนโยบายที่กำหนดโดยผู้ปกครองอังกฤษ
ส่วน “cobra effect” ก็กลายมาเป็นคำที่ใช้อธิบายถึงการดำเนินนโยบาย “กระตุ้น” ในทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างผิดฝาผิดตัว หรือหมายถึงการแก้ปัญหาที่กลับส่งผลทำให้สภาพปัญหานั้นๆ เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก
โลกมนุษย์จึงไม่มีทางปราศจากงู (กระทั่งที่ไอร์แลนด์ ซึ่งสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศไม่เอื้อให้งูถือกำเนิดขึ้นตามธรรมชาติ ก็ยังมีคนนำเข้างูไปเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อแสดงสถานะทางสังคม ในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูเมื่อหลายปีก่อน)
ส่วน “งู” จะเป็นสัญลักษณ์สื่อแทนอะไรได้อีกบ้าง ในสังคมไทยปัจจุบันและสังคมโลกร่วมสมัย นอกจากการเป็นตัวแทนของความผิดบาปชั่วร้ายแบบเดิมๆ
ก็ขึ้นอยู่กับการตีความและการให้นิยามความหมายตามอัธยาศัย ของแต่ละบุคคลและกลุ่มคน

