ยุโรปและอเมริกาไม่ยอมรับไทยหลายเรื่อง ว่าไม่เป็นไปตามกฎกติกาสากล เช่น การบิน, พลเรือน, การประมง ฯลฯ
ไทยตอบโต้ว่าไม่ขาดตกบกพร่อง ด้วยการแสดงหลักฐานว่ามีกฎหมายมากมายเป็นไปตามกฎกติกาสากลทุกอย่าง
ฝ่ายตะวันตกบอกว่ากฎหมายไทยมีจริง และมีมากเกินไปด้วยซ้ำ แต่ไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มี หรือปฏิบัติสองมาตรฐาน ฯลฯ
สะท้อนวิธีคิดและวิธีทำของไทย เป็นแบบราชการผักชีโรยหน้า คือ มีกฎหมาย แต่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัติตามอำเภอใจ สั่งงานไปแล้วไม่เคยติดตามผล และไม่ตรวจสอบประเมินผล ถ้ามีบ้างก็ทำแบบผลัดกันเกาหลัง หรือแก้ผ้าเอาหน้ารอดเป็นคราวๆ ไป
การศึกษาไทยระดับมหาวิทยาลัย เป็นไปทำนองเดียวกัน คือ วิธีคิดและวิธีทำของครูบาอาจารย์เป็นวัฒนธรรมแบบราชการผักชีโรยหน้า
เน้นท่องจำตามครูอาจารย์อยู่เหนือสิ่งอื่นใด ยิ่งจำทุกคำพูดของครูอาจารย์จะได้คะแนนสูงกว่าปกติ ใครคิดต่างสอบตก
การศึกษาไทยมุ่งปฏิรูปให้นักเรียนคิดเป็น สังคมคิดสร้างสรรค์ ทำได้แค่คำพูดเท่ๆ เพื่อแสดงตนเป็นคนฉลาดของผู้มีอำนาจ
แต่ความจริงไม่ต้องการอย่างนั้น ดูจากสังคมและการเมือง ถูกทำให้ไม่กล้าคิด แล้วไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ เพราะบรรยากาศน่ากลัวขนหัวพองสยองเกล้า
การศึกษาไทยปฏิรูปได้เรื่อยๆ แต่ไม่สำเร็จ
เพราะในชีวิตประจำวันจริงๆ ถูกครอบงำหมดแล้วว่าใครคิดต่างเป็นผิด ใครค้านเป็นคนไม่ดี ไม่รักชาติ
คนรักชาติต้องเชื่อฟังทำตามต้องการของผู้มีอำนาจ การเรียนการสอนในโรงเรียนมีแบบแผนตายตัว คือ ฟังครูข้างเดียว
ส่งผลให้ผู้มีอำนาจไทยใช้หูสองข้างฟังความข้างเดียว

