ที่เห็นและเป็นไป : ท่ามกลางความเปราะบาง : โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

การเมืองเดินมาสู่การส่งให้ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ขึ้นมาเป็น “ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ” ในความหมายของ “พี่ใหญ่” ที่มีภาระต้องสร้างกองกำลังเพื่อปกป้องให้ “น้อง” ผู้ทำหน้าที่ “นายกรัฐมนตรี” ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังกับเกมการเมือง ซึ่งแม้จะดูเหมือนเน้นที่ศึกในรัฐสภา แต่เป็นที่รู้กันว่า “พี่ป้อม” จะเข้ามาเป็นผู้สร้างผนังทองแดงกำแพงเหล็กป้องกัน “น้องตู่” ไว้จากภยันตรายจากทุกสิ่งทั้งภายนอกภายใน

แน่นอนย่อมเป็นปรารถนาดีที่เปี่ยมด้วยรัก ทว่านั่นใช่จะทำให้สัมฤทธิผลได้โดยง่าย

ความยุ่งยากต่อการรักษาอำนาจรัฐดูจะเกิดขึ้นได้ในทุกส่วน

เริ่มจากตัว “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เอง ความเป็นคนที่จิตอยู่กับจินตนาการมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้เรื่องที่ไม่ควรจะเป็นเรื่องกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะแก้ไขขึ้นมา

อย่างเช่น แค่ “อ่านคำถวายสัตย์ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ” ยังทำแบบ “ขาดๆ เกินๆ” ที่ผลสะเทือนไม่เพียงเป็นประเด็นให้ฝ่ายค้านหยิบมาโจมตีเท่านั้น

แต่เรื่องนี้ยังโยงถึงคณะรัฐมนตรีว่าผ่านขั้นตอนที่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มีความเป็น “คณะรัฐมนตรีที่สมบูรณ์” แล้วหรือไม่

ทำอย่างไรไม่ให้ “การประชุมเพื่อมีมติของคณะรัฐมนตรีแต่ละเรื่อง” เป็นปัญหาที่จะถูกตีความว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทั้งที่ยังไม่มีอำนาจ

ความยุ่งยากจะยืดเยื้อไปอีกมากมาย

ไม่จบลงง่ายๆ เหมือนกับใจอยู่กับจินตนาการมากกว่าภารกิจตรงหน้า

อย่างการอ่านนโยบายรัฐบาลข้าม ในวันแถลงต่อรัฐสภา

หรือการละเลยที่จะแจกแจงที่มาของรายได้ ซึ่งจะนำมาดำเนินงานตามนโยบายอันเป็นภารกิจที่รัฐธรรมนูญบังคับให้ต้องแถลงให้ชัด

ซึ่งแก้ไขได้ง่ายกว่าแค่นำมาแถลงเพิ่มเติมต่อรัฐสภา ซึ่ง “ดีไซน์” ไว้ให้ควบคุมได้ไม่ยุ่งยากในทุกขั้นตอนอยู่แล้ว

แต่หาทางแก้ปัญหาเฉพาะที่ “น้องตู่” แสดงในทาง “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ก็ยุ่งยากในการเยียวยาไม่น้อย

ยังมีพรรคร่วมรัฐบาลที่หลังจากได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ไปแล้ว พรรคการเมืองต่างๆเหมือนตั้งอกตั้งใจที่จะเข้าไปลุยงานในกระทรวงหรือกรม กอง สำนักที่ตัวเองรับผิดชอบดูแล

ปล่อยให้พรรคพลังประชารัฐจัดการกับแรงเสียดทางการเมืองในภาพรวมอยู่เพียงลำพัง

ไม่มีพรรคไหนเหลียวมาแล ช่วยแก้ปัญหาให้

กระทั่ง “พรรคคะแนนไม่ถึงสัดส่วนพึงประเมิน” ที่ใช้วิชาตีความกฎหมายดูเข้ามาเสริมกำลัง ยังวางท่ามีสำนึกในคุณธรรมการเมืองเหนือกว่า สร้างประเด็นเรียกร้องความสำคัญไม่หยุดหย่อน

หรือแม้แต่ภายในพรรคพลังประชารัฐเอง ยังแบ่งเป็นกลุ่มก๊วน ไว้เนื้อไว้ตัวไม่อยากมาเกลือกกลั้วความเสียหาย

ผลที่ตามมาคือ “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ทำงานง่ายมาก

แค่ “พุ่งการโจมตีโดยเน้นที่จุดอ่อน” ก็สามารถสร้างความสั่นสะเทือนได้ทุกปฏิบัติการ

ที่สุด “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกวางมาให้รับภาระดูแลความปลอดภัยทางการเมือง

เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่า “พี่ป้อม” จะถูกโจมตีอย่างไร ไม่ว่า “น้องป๊อก-น้องตู่” จะถูกสร้างให้เป็นศูนย์กลางความน่าเชื่อถืออย่างไร

แต่หากมองถึงผู้สั่งสมบารมีไว้กับคนทุกวงการ

“พี่ป้อม” ยังคงมีมากกว่าคนอื่น

การรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ ด้วยการเคลียร์กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นในพรรคร่วมรัฐบาล หรือจัดการฝ่ายตรงกันข้าม

บทบาท “ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก” หรือ “เกราะคุ้มกัน”

ผู้รับบทบาทสำคัญนี้ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ดูจะเหมาะสมกว่าใคร

สุชาติ ศรีสุวรรณ

บทความก่อนหน้านี้“โหรฟองสนาน” ชี้พฤหัสบดี-ศรีจรดวงเมืองกำลังจะเดินหน้าในภพมรณะ (ชมคลิป)
บทความถัดไปบริบท เปลี่ยนแล้ว บิ๊กตู่ ต้องปรับ ก่อนจะสายเกินไป