ตอนนี้ หนี้ครัวเรือนของไทยสูงขึ้นมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือคนมีรายได้น้อย อย่างเช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เบี้ยคนชรา และการลดหย่อนภาษีสารพัด ในขณะที่ เศรษฐกิจไทยเองก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบมากมายทั้งภายในภายนอกตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเสนอนโยบายให้สินเชื่อรายย่อยอย่างเหมาะสม เพื่อดูแลปัญหาหนี้เกินตัวในภาคครัวเรือน และเชิญประชาชนเข้าร่วมให้ความเห็นต่อแนวนโยบายนี้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2562
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551 ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างมีตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้รวมของประเทศ (GDP) สูงขึ้น แถมยังแตะระดับสูงกว่าร้อยละ 100 เช่น เดนมาร์ก ร้อยละ 130.4 สวิตเซอร์แลนด์ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนร้อยละ 128.7 ออสเตรเลีย ร้อยละ 128.6 นอร์เวย์ ร้อยละ 104.5 เนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 102.0 และ แคนาดา ร้อยละ 100.72
หันกลับมาดูของไทย สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 53.5 ในปี 2561 เป็นร้อยละ 78.6 ในปี 2562 นับว่าใกล้เคียงกับของสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนอยู่ร้อยละ 76.3 โดยมียอดสินเชื่อครัวเรือนรวมในระบบทั้งสิ้น 12.8 ล้านล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 ของปี 2561
แม้จะยังห่างไกลจากประเทศอื่นอยู่มาก แต่ประเทศไทยติดอันดับ 6 ของประเทศกำลังพัฒนาที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงสุด และสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว คือ การปรับเกณฑ์การกำหนดการวางเงินดาวน์สำหรับการซื้อบ้าน ที่มีผลทำให้มีการเร่งตัดสินใจขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยก่อนที่มาตรการใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ (บังคับใช้ในเดือน เม.ย. 2562 ที่ผ่านมา)
เมื่อคิดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจำนวนประชากรของไทยในปี 2561 อยู่ที่ 6,177.66 บาทต่อคน และเมื่อเปรียบเทียบหนี้เฉลี่ยต่อคนและรายได้เฉลี่ยต่อคน ตัวเลขสัดส่วนนี้ของไทยอยู่ที่ร้อยละ 81.2 นั่นหมายถึงคนไทยแต่ละคนมีรายได้ 100 บาทแต่มีหนี้อยู่ 81.20 บาท ซึ่งสูงกว่าสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ (รายบุคคล) อยู่ร้อยละ 70.9 โดยไทยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจำนวนประชากรที่เป็นหนี้ 21 ล้านคน อยู่ที่ร้อยละ 257 หมายถึง คนไทยมีหนี้ต่อหัว (เฉพาะลูกหนี้) 19,533.17 บาทต่อคน และหนี้สูงกว่ารายได้อยู่ร้อยละ 157 (มีรายได้ 100 บาท แต่มีหนี้ 257 บาท)
ผลกระทบเชิงลบที่แท้จริงของหนี้ครัวเรือนไม่ได้อยู่ที่มูลค่าหนี้รวมทั้งหมด หรือสัดส่วนของหนี้ต่อ GDP แต่อยู่ที่อัตราการขยายตัวของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP หนี้ครัวเรือนปี 2561 ขยายตัวเพิ่มประมาณร้อยละ 6 (YoY) จากปี 2560 เป็นการขยายตัวที่สูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 5.6
ยิ่งอัตราการขยายตัวของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เพิ่มขึ้นเท่าไร ความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจก็มีมากขึ้นเท่านั้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราเห็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น หมายถึง การขยายตัวของหนี้ครัวเรือน สูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ นี่คือสิ่งที่น่ากังวลเพราะนั่นหมายถึงคนไทยกำลังใช้เงินเกินตัว
โดยทั่วไปแล้ว การก่อหนี้ ก็เพื่อไปลงทุนหรือบริโภค ซึ่งการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจและเกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจ การขยายตัวของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เพียงเล็กน้อยถือว่าเป็นแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจมีการผลิต และทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง
แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี หากเราเห็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มีการเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงประชาชนกำลังใช้เงินเกินตัวและไม่ได้สร้างผลผลิตหมุนเวียนในระบบ จะเรียกว่า สินเชื่อที่ไร้ผลิตภาพ ส่วนใหญ่นำไปเก็งกำไร ไม่ว่าจะเป็นในตลาดหลักทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ หรือการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ แต่มีการขยายตัวของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่มากกว่า คือในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
นอกจากปริมาณหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น หนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วันหรือ NPL ของสินเชื่อภาคครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นด้วย (ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 8.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน) โดยมี NPL สินเชื่อที่อยู่อาศัยสูงขึ้นแตะระดับ 7.3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัว ร้อยละ 8.31 ในขณะที่ NPL สินเชื่อรถยนต์ อยู่ที่ระดับ 1.8 หมื่นล้าน ขยายตัวถึงร้อยละ 16.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 โดยมีมากกว่า 3 ล้านคนเป็นหนี้เสีย ในสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกเช่นนี้ หากครัวเรือนไม่ระวังการใช้จ่าย การขยายตัวของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ก็จะเพิ่มขึ้นอีก
ทําอย่างไรจะลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้
หนึ่ง การลดหนี้ครัวเรือน เรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย มีความพยายามในหลายรูปแบบ ทั้งการเสนอนโยบายให้สถาบันการเงินใช้หลักการ 3 IN ในการพิจารณาสินเชื่อ คือ Income (คำนึงถึงสถานะทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า) Individual (ให้สินเชื่อตรงตามความต้องการของลูกค้า) Infinity (ไม่ชี้ชวนให้เป็นหนี้เกินความจำเป็น)
สอง การเพิ่มรายได้ การจะมีรายได้เพิ่มนั้นไม่ใช่อาศัยการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำแม้จะช่วยยกระดับรายได้ แก้ปัญหาความยากจน แต่จะทำให้ธุรกิจหดตัวเพราะต้นทุนแรงงานและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะยิ่งทำให้เกิดการเลิกจ้างงานแรงงานไร้ฝีมือและใช้เทคโนโลยีทดแทนเพื่อลดต้นทุน
มาตรการยกระดับรายได้ควรเป็นการทำให้เกิดการหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ยกเว้นภาษีรายได้ให้ผู้มีรายได้หลังหักค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายในฐานภาษีต่ำสุด และลดอัตราภาษีรายได้ให้ผู้มีรายได้หลังหักค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1 ล้าน
เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ปกติไม่ได้มีเงินเหลือเก็บมากมายนัก หากมีการเสียภาษีลดลง การใช้จ่ายจากเงินที่เหลือเพิ่มขึ้นต่อปีก็จะมีเพิ่มขึ้นมากกว่าในกลุ่มที่มีรายได้สูงที่มีเงินเหลือใช้ซื้อของที่จัดอยู่ในสินค้าฟุ่มเฟือยหรือท่องเที่ยวต่างประเทศอยู่แล้ว
นอกจากนี้อาจใช้ มาตรการสนับสนุนการลงทุนโดยลดภาษีให้กับผู้ประกอบการรายย่อย และ Startups ที่มีรายได้ไม่สูงนัก เพื่อสร้างโอกาสนำเงินกำไรไปลงทุนต่อ แทนการเก็บภาษีเข้าคลัง ซึ่งหลายประเทศใช้มาตรการนี้ในการสนับสนุน Startups หรือผู้ประกอบการรายย่อยในภาคเศรษฐกิจที่รัฐส่งเสริมเพื่อบรรลุแผนพัฒนาหรือยุทธศาสตร์ชาติ มิใช่การสนับสนุนการลงทุนในหลักทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้วในภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เพราะจะเป็นการสร้างฟองสบู่ให้สวยจนเกินจริง
ภาคการท่องเที่ยวแม้จะเป็นภาคเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศ แต่การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องกับภาคเศรษฐกิจใดภาคเศรษฐกิจหนึ่งนานเกินไป จะทำให้เกิดพฤติกรรมหวังพึ่งรัฐในการเติบโต โดยไม่มีการปรับตัวของธุรกิจตามกลไกธุรกิจ การใช้นโยบายพักหนี้ผ่อนหนี้ทุกครั้งที่มีการเรียกร้องจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นตัวอย่างชัดเจนของการสร้างพฤติกรรมหวังพึ่งรัฐในการแก้ปัญหาที่ตนเองก่อ โดยไม่มีการปรับวิธีการใช้เงินและการลดหนี้
ทั้งสองอย่างนี้ คือปัญหาที่ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า moral hazard–การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ไม่สมควรหรือไม่เหมาะสม ซึ่งจะวนเวียนเป็นวัฏจักรคู่ประเทศไทยต่อไปหากไม่ได้รับการแก้ไข

