เด่นชัดอย่างยิ่งว่า แผนสกัด นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มิให้เข้าไปมีบทบาทใน “สภา” อันปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในห้วงแห่งการเลือกประธานและรองประธานสภา
ไม่ WORK
ในทางรูปธรรมคำสั่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำให้ 1 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทำได้เพียงถือกระเป๋าเข้าไปรับคำสั่ง โค้งคำนับและเดินออก
กระนั้น 1 ภายในกระบวนการเดินออกก็สะท้อนลักษณะ “กัมมันตะ”
เป็นกัมมันตะอันสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม เด่นชัดมากยิ่งขึ้น นับแต่เดือนมิถุนายนเรื่อยมาจนถึงเดือนสิงหาคม
“เมื่อไม่ได้เข้าร่วมประชุมผมก็จะอยู่กับประชาชน”
ภาพของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงเป็นภาพของการเดินสาย ไม่ว่าจะเป็นภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้
กลายเป็นลงพื้นที่มากที่สุดในบรรดา “นักการเมือง” ด้วยกัน
กรณีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หากมองในเชิงเปรียบเทียบก็ละม้ายเหมือนกับกรณีของ นายชิน โสภณพนิช หลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2500
เนื่องจาก นายชิน โสภณพนิช ใกล้ชิดกับนักการเมืองกลุ่มซอยราชครู
รัฐประหารเดือนกันยายน 2500 เป้าหมายอยู่ที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ผลก็คืออำนาจทางการเมืองสะเทือนถึง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์
นายชิน โสภณพนิช ต้องอยู่ฮ่องกงเป็นด้านหลัก
เมื่อไม่สามารถเข้ามาบริหารกิจการธนาคารกรุงเทพในประเทศได้ นายชิน โสภณพนิช ก็แปรวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส
นั่นก็คือ ขยายงานใน “ต่างประเทศ”
จากที่เคยมีสาขาเฉพาะที่ฮ่องกงก็เริ่มปักหลักยังโตเกียว ญี่ปุ่น เริ่มลงฝังรากที่ฟิลิปปินส์ เริ่มวางหลักที่สิงคโปร์แข็งแกร่ง
นี่คือช่วงที่บานไสวที่สุดของ “แบงก์กรุงเทพ”
ไม่ว่า นายชิน โสภณพนิช ไม่ว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีรากฐานมาจากทางด้านธุรกิจเหมือนกัน เพียงแต่คนแรกด้านการเงิน ขณะที่คนหลังด้านอุตสาหกรรม
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รู้อยู่ว่า “อุปสรรค” มีมากมาย
แต่เขาก็เหมือนกับนักธุรกิจโดยทั่วไป นั่นก็คือ อุปสรรคมีให้แก้ไขมิใช่มีเอาไว้เพื่อแบกแล้วท้อแท้รันทดใจ
คำถามก็คือ จะแปร “วิกฤต” ให้เป็น “โอกาส” อย่างไร
หากดูบทบาทของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นับแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา กระทั่งเข้าสู่ปลายเดือนสิงหาคมก็จะเห็น
เห็นว่าเขามิได้หยุดนิ่ง หมดอาลัยตายอยาก
ตรงกันข้าม ไม่ว่าจะไปยังภาคตะวันออก ไม่ว่าจะไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะไปยังภาคเหนือ ไม่ว่าจะไปยังภาคใต้
ก็กลับสู่พรรคอนาคตใหม่พร้อมด้วย “แผนการ” ใหม่ๆ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังสร้างภาพเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงแต่ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากแต่ยังต่อหัวหน้าพรรคการเมืองด้วยกัน
1 ลงพื้นที่มากกว่า “นายกรัฐมนตรี”
ขณะเดียวกัน 1 ลงพื้นที่และเดินสายพบปะประชาชนไปตามจังหวัดต่างๆ มากกว่าหัวหน้าพรรคการเมืองด้วยกันหลายเท่าตัว
ภาพเปรียบเทียบนี้แหลมคมยิ่งทางการเมือง

