หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิกฤตฮ่องกง ก...

วิกฤตฮ่องกง กระทบ‘Vitality’จีน…จริงหรือ? : โดย ไพรัช วรปาณิ

23.08.19 | 13:19 น.

ขณะเขียนบทความนี้ ปรากฏสื่อต่างๆ ได้รายงานข่าวล่าสุดว่า “ฮ่องกงระอุ ขนส่งอัมพาต ม็อบยกระดับ ยึด 7 ย่านธุรกิจ ขนส่งมวลชนทั้งรถไฟ สนามบิน สายการบินในท้องถิ่นต้องยกเลิกเที่ยวบินกว่า 200 ไฟลต์ เหตุพนักงานลางานไปร่วมชุมนุมด้วย สถานการณ์จ่อความรุนแรง มีการปิดล้อมสถานีตำรวจและอาคารรัฐบาล เจ้าหน้าที่ต้องระดมยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม ด้านผู้นำหญิง ‘Carrie Lam’ ของฮ่องกง ลั่นจะไม่ยอมแพ้และไม่ลาออก ซัดผู้ชุมนุมกำลังท้าทายการบริหารฮ่องกงแบบหนึ่งประเทศสองระบบ”

นักวิเคราะห์หลายท่านกำลังจับตาดูว่าม็อบ “ชังชาติ” ก่อความวุ่นวายในฮ่องกง โดยใช้ความรุนแรงทำร้ายสถานที่ราชการ ซึ่งจีนถือว่าเข้าขั้นเป็นการก่อการร้ายและมีการจับกุมตัดสินทันทีหลายสิบคน แต่ยังคงยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์ต่อมาจนถึงขณะนี้ ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลในไทย ต่างพากันเป็นทุกข์เป็นร้อนและห่วงใยแทนจีนว่า เหตุการณ์อันเลวร้ายครั้งนี้ จะทำให้จีนเจอฝันร้ายหรือไม่และจะกระทบต่อ Vitality ของจีนหรือไม่?

เมื่อประมวลเหตุผลและสถานการณ์แล้ว นักวิเคราะห์ต่างให้ความเห็นว่า ในที่สุดแล้ว การก่อม็อบของหนุ่มสาวไร้สติ จะยังผลให้ชาวฮ่องกงนั่นแหละ เจอกับฝันร้ายเสียเอง เพราะการก่อหวอดสร้างสถานการณ์วิกฤตอันเลวร้ายสุดสุดให้เกิดขึ้นในดินแดนของชาวฮ่องกงเองครั้งนี้ จะทำให้กองทัพปลดแอกประชาชนจีนยาตราทัพบนท้องถนนเพื่อปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลปักกิ่ง ท่ามกลางความเรียกร้องของผู้คนที่ใฝ่สันติของชาวบ้านในฮ่องกงจำนวนไม่น้อย

ในขณะเดียวกัน ปักกิ่งได้ส่งสัญญาณเตือนหลายรอบแล้วว่า ให้ผู้ชุมนุมประท้วงยุติการก่อเหตุรุนแรง มิเช่นนั้นจะเจอมาตรการตอบโต้ที่เด็ดขาด กองทัพจีนเผยแพร่วิดีโอคลิปมา 2-3 ชิ้นแล้ว โดยเนื้อหาคือการซ้อมรับมือม็อบในเมือง โดยจะใช้รถถัง อาวุธครบมือเข้าไปควบคุมสถานการณ์

ทั้งนี้ จะสังเกตได้ว่ากองทัพจีนมีทหารจำนวน 6,000 นาย ประจำตามค่ายต่างๆ ในฮ่องกง แต่มีบทบาทน้อยมาก แทบที่จะไม่ได้ทำอะไร เพราะว่าฮ่องกงมีความสงบ และถ้าเกิดเหตุอะไร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือตำรวจฮ่องกงจะเป็นผู้รับมือเสียเอง

Advertisement

เป็นที่ทราบกันว่า ฮ่องกงเป็นเขตปกครองพิเศษตั้งแต่อังกฤษส่งมอบคืนให้จีนในปี 1997 หลังหมดสัญญาเช่า 99 ปี ปักกิ่งขอดูแลเพียงเรื่องนโยบายต่างประเทศ นโยบายความมั่นคง กิจการทางทหารของฮ่องกง แต่ให้อิสระแก่ฮ่องกงในการมีระบบกฎหมาย ระบบเศรษฐกิจ เงินตราฮ่องกงดอลลาร์ ระบบแบงกิ้ง มีสภา มีการเลือกตั้งของตัวเอง เขตปกครองพิเศษนี้จะสิ้นสุดสภาพในปี 2047 อีก 31 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นระบบการปกครองแบบใด? หนึ่งประเทศสองระบบหรือจีน จะจัดระเบียบใหม่ควบเป็นหนึ่งประเทศหนึ่งระบบ ยังมิอาจเดาได้

เหตุใดคนฮ่องกงส่วนหนึ่งจึงไม่พอใจอิทธิพลของปักกิ่งต่อฮ่องกง ซึ่งแน่นอนต้องมีคนของปักกิ่งที่ต่อต้านลัทธสังคมนิยมและเชื้อสายฝรั่งต่างชาติที่แฝงเร้นเข้ามาในสภาฮ่องกง หรือฝ่ายบริหาร Carrie Lam ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงเองถูกมองว่า เป็นคนของปักกิ่ง จึงถูกประท้วงกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง และให้มีการเลือกตั้งใหม่ ที่สำคัญและน่าเจ็บปวดคือคนฮ่องกงหลายคนมองว่าตัวเองเป็นคนฮ่องกง ไม่ได้เป็นคนจีน กลับไปนิยมชมชอบระบบปกครองสมัยเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ อย่างหลงผิดมหันต์

เมื่อติดตามศึกษาข้อเรียกร้องของการชุมนุมประท้วงในเชิงลึก จะปรากฏว่าแท้จริงแล้วไม่น่าเป็นประเด็นใหญ่โตอะไรมาก ไม่ว่าจะเป็นการถอนกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปจีน การปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมาย การให้ Carrie Lam ลาออกเพื่อเลือกตั้งใหม่ การยกเลิกข้อกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการจลาจลหรือก่อการร้าย

ทว่าสุดท้ายแล้วประเด็น การชุมนุมประท้วงกลับกลายเป็นความต้องการเรียกร้องให้ฮ่องกงเป็นรัฐอิสระ (Full autonomy) ปลอดจากอิทธิพลของปักกิ่ง เพื่อหวังให้เกิดเป็นรัฐอิสระ ภายใต้ระบบเก่าแบบอังกฤษ หรือสหรัฐ ซึ่งแน่นอนการนี้ ต่างชาติผู้ไม่หวังดีย่อมต้องเข้ามาแทรกแซงให้การสนับสนุน กระทั่งมีการโบกธงอังกฤษและธงสหรัฐในผู้ชุมนุมเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านปักกิ่ง อย่างเปิดหน้าเปิดตาชัดแจ้ง

ว่ากันตามเนื้อผ้า นั่นคือ ปักกิ่งกำลังเจอการแยกประเทศจากฮ่องกง เหมือนปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้านเรา ซึ่งเป็นตายอย่างไรปักกิ่งก็จะไม่ยอมให้ความมุ่งหมายของชาวต่างชาติสมหวังหรือสัมฤทธิผลเป็นอันขาด จึงได้ประชุมวางมาตรการทางทหารจะเป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการเอาฮ่องกงกลับคืนมาสู่ความสงบและไร้ม็อบขายชาติอีกต้องไปในที่สุด

ทหารจีนจำนวนหนึ่ง ที่เดินทางมาอยู่บริเวณชายแดนฮ่องกงที่มณฑลกว้างตุ้งกำลังรอคำสั่งเข้าไปปฏิบัติการ โดยมีทหารจำนวน 19,000 นาย ได้เข้าสู่พิธีสาบานตนเพื่อปฏิบัติภารกิจแล้ว แม้ทางทางทำเนียบขาวกำลังจับตาดูการเคลื่อนไหวของทหารจีนที่กวางตุ้งอย่างใกล้ชิดก็ตาม จีนจะไม่ยอมอ่อนข้อให้แน่นอน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้ สี จิ้นผิง ผู้นำจีนจะใช้ความอดทนจนถึงที่สุด ให้รัฐบาลฮ่องกง และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำหน้าที่ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ให้ถึงที่สุดก่อน ถ้าหากว่าเอาม็อบไม่อยู่จริงๆ หรือเห็นว่าสถานการณ์ที่ลากยาวจะเลวร้ายลงไปอีก สี จิ้นผิง คงต้องส่งทหารเข้าไปจัดการกับม็อบเหล่านี้โดยทันที เมื่อนั้นจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเทียน อัน เหมินภาค 2 หรือไม่? ผู้เขียนเชื่อว่าคงไม่ถึงขนาดนั้น และจีนเอาอยู่แน่ ..คอยติดตามต่อไป

การเกิดเหตุการณ์รุนแรงอันไม่คาดคิดในฮ่องกงครั้งนี้ ชาวจีนโพ้นทะเลที่อยู่ในไทยต่างปรารภสนทนากับผู้เขียนในทำนองว่า ดูท่าทีจีนไยจึงไม่ทำอะไรเลยในตอนนี้ ทั้งที่จีนมีพลังศักยภาพทางการทหารเต็มเปี่ยม จีนอยากจะปล่อยให้ฮ่องกงพังหรือ?

ต่อประเด็นนี้ ผู้เขียนมองว่า แค่ม็อบในฮ่องกงซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษเล็กๆ เมื่อเทียบกับแผ่นดินใหญ่เช่นจีน ไม่ใช่ปัญหา เพราะทุกวันนี้ จีนมีกำลังพลอยู่บนเกาะฮ่องกงอยู่แล้ว แถมจะยกกองกำลังไปได้เลยโดยชอบธรรม เพราะเป็นเขตปกครองของตนอยู่แล้ว

อีกทั้งจีนน่าจะอยากให้คนฮ่องกง รับรู้ชะตากรรมด้วยตัวเอง ว่าเวลาฮ่องกงพังแล้ว ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร? คงอยากให้คนฮ่องกงตระหนักด้วยตนเอง เพราะฮ่องกง นอกจากการท่องเที่ยวกับตลาดเงินแล้ว ฮ่องกงแทบไม่มีอะไรเลย ไฟฟ้าประปา ก็ยังต้องพึ่งพาจีน เพื่ออยู่รอดด้วย และที่สำคัญคือ แม้แต่คลังเก็บน้ำมันบนเกาะฮ่องกง อยู่ได้เต็มที่ก็แค่ 2 อาทิตย์ ก็จะเกลี้ยงหมดเกาะ

ดังนี้ รัฐบาลจีนไม่กังวลหรือกลัวว่าฮ่องกงพังหรือล่มสลายแต่อย่างใด ถึงจะล่มสลายอย่างไรแค่ไหน แต่จีนมีความเชื่อมมั่นว่า ด้วยศักยภาพของจีนสามารถเนรมิตฮ่องกงให้กลับคืนมาได้ในเวลาไม่นานนัก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงของจีนลึกๆ คือ สิ่งดังกล่าวเป็นเพียงความเจริญทางวัตถุเท่านั้น ตราบใดที่คนฮ่องกงที่ยังคงมีความคิดว่าฮ่องกง คือฮ่องกง ไม่ใช่จีน ถ้าความคิดแบบนี้ยังหลงเหลืออยู่ จีนจะไม่แตะ คิดว่าน่าจะปล่อยให้ดำเนินการกันเอง จนกว่าชาวฮ่องกงเองจะรู้สำนึกว่ามันเป็นเพียงมโนคติที่ผิด และรู้จักที่คิดเอาเองว่า ลำพังฮ่องกงจะสามารถพัฒนาได้จากสิ่งที่ฮ่องกงมี อาทิ ธุรกิจแฟชั่น หรือท่องเที่ยว ตลาดเงินนั้น เดี๋ยวนี้ก็ต่างพากันย้ายไปสิงคโปร์ กับเซี่ยงไฮ้บ้างแล้ว วันดีคืนดีฮั่งเส็ง ย้ายไปจีนฮ่องกงก็จบเห่

การที่ชาวฮ่องกงที่ได้รับอิทธิพลจากอังกฤษส่วนหนึ่ง ตั้งความหวังอยากให้โลกตะวันตก หรือยุโรปเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ ก็เป็นความฝันร้ายกลางวัน ซึ่งสุดท้ายก็ช่วยอะไรมากไม่ได้ เพราะเป็นเขตการปกครองของจีน ไม่ว่าจะลงทุนอะไรไป ท้ายสุดจีนก็ได้อานิสงส์

ฉะนั้นฮ่องกงอาจจะกลายเป็นเกาะที่ไม่ใช่ไข่มุกเอเชียอีกแล้ว เมื่อถึงขีดตกต่ำ คนที่ได้รับผลกระทบก็คือคนฮ่องกงนั่นเอง

จีนต้องการให้คนฮ่องกงราว 7 ล้านคนที่นิ่งเฉย ซึ่งมีจำนวนมากกว่าม็อบ ออกตัวมาคัดค้านต่อต้านไม่เห็นด้วย เสมือนหนึ่งเป็นประชามติกลายๆ เพื่อรวมตัวกันตอบโต้แทน ทั้งนี้ จะเห็นวิธีตอบโต้เกิดขั้นหลากหลายรูปแบบ เช่น หากใครเข้าม็อบ เจ้าของกิจการก็ไล่ออก หรือมีการแบนไม่ใช้บริการร้านของคนที่เข้าม็อบ เป็นต้น ซึ่งฝ่ายม็อบเองก็จะอ่อนแรงไปในบางขณะ เนื่องจากเมื่อเห็นฮ่องกงที่กำลังล่มจมลง บางส่วนก็น่าจะเริ่มได้คิดว่าตนหลงผิดไปกับพวกที่เป็นเครื่องมือของชาวต่างชาติผู้ไม่หวังดีกับจีนมาตลอดหลังการส่งมอบฮ่องกงเสียแล้ว โดยให้รู้สำนึกเสียบ้างว่า พวกเขาเองก็ทำมาหากินอยู่บนฮ่องกง ซึ่งเหมือนเป็นการฆ่าตัวเองอย่างไร้สติ

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นจากประเด็นขัดขวางกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน มาขยายใหญ่โตจนเป็นประเด็นชังชาติดังกล่าว แต่จีนก็ยังแสดงท่าทีสุขุม…แสดงว่าจีนมีประสบการณ์จากเทียน อัน เหมิน อีกทั้งไม่ต้องการให้เกิดการแทรกแซงจากภายนอก ซึ่งเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ จีนไม่หลงกลง่ายๆ ตามคำยั่วยุ แต่จะค่อยๆ นวดจับพวกแกนนำไปเรื่อยๆ โดยการเอาทหารไปสนับสนุนในเรื่องบางเรื่องที่ตำรวจฮ่องกงไม่มีประสบการณ์ ด้วยการไปคุมสถานการณ์ ประหนึ่งเป็นกรรมการห้ามมวย คนฮ่องกงที่จะออกมาตีกันเอง
นั่นเอง

จากการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด มองว่า หากม็อบยิ่งกระทำการรุนแรง และขยายเวลามากกว่าเดิมมากเท่าไหร่ เศรษฐกิจก็ยิ่งพังเร็วเท่านั้น คนที่ไม่เห็นด้วยกับม็อบก็จะออกมาตอบโต้มากขึ้น ในที่สุดทางที่ดีก็ควรปล่อยให้ตำรวจฮ่องกงและม็อบฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจีนจัดการกันเองก่อน จีนจึงเข้าเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อยในโอกาสอันควร

ทั้งนี้ หากปรากฏว่าภาวะทางเศรษฐกิจทรุดลงมากกว่านี้ จีนจะแก้อย่างไร นักวิเคราะห์มองกันว่าจีนก็ปล่อยให้พังอยู่อย่างนั้นสักระยะ จากนั้นค่อยเข้ามาฟื้นฟู แบบที่ทำในหลายพื้นที่ของจีน เมื่อทุกอย่างกลับมาดีกว่าเดิม เอาแค่รถไฟวิ่งลอดใต้ทะเล เชื่อมฮ่องกงกับจีน 44 เมือง โครงการนี้จีนเตรียมศึกษาเทคโนโลยีเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อฮ่องกงยังไม่สงบก็จำต้องกั๊กเอาไว้ก่อนเมื่อทุกอย่างเข้ารูปแล้ว จึงนำมาปฏิรูปตามแผนที่กำหนดไว้ตามยุทธศาสตร์ต่อไป

เหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นอย่างไม่คาดฝันครั้งนี้ ปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นพวกรับจ้างชาวต่างชาติ ในขณะเดียวกันก็เกิดเหตุการณ์ตามมาก็คือปรากฏการณ์ ผู้สนับสนุนรัฐบาลจีน ถ้ามีใครยังต่อต้านจีนอีก ก็คงโดนประชาชนฮ่องกงกระทืบโดยมีการต่อสู้กันแบบต่างอุดมการณ์เป็นสองฝ่าย เป็นพวกเสื้อขาวและเสื้อดำ อย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าจีนคงมีศักยภาพปราบม็อบที่มีต่างชาติหนุนหลังดังกล่าวลงได้อย่างราบคาบและไม่กระทบต่อ Vitality ของจีนในที่สุด…ว่าไหม?

ไพรัช วรปาณิ
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ