หน้าแรก คอลัมนิสต์ การวินิจฉัยขอ...

การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือบรรทัดฐานสำคัญยิ่ง : เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

23.08.19 | 13:33 น.

การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคือบรรทัดฐานสำคัญยิ่ง

นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยอมรับการมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายสำหรับการปกครองประเทศ ไม่ว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาแล้วกี่ฉบับ กระทั่งถึงฉบับปัจจุบัน เป็นฉบับที่เท่าใดก็ตาม การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญยังมีบัญญัติไว้เช่นเดิม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษร ซึ่งการจะปรับเปลี่ยนข้อความได้ต้องเป็นไปตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 วรรคสอง เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มาตรา 161 ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์

เมื่อนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่ครบถ้วนตามลายลักษณ์อักษรที่รัฐ ธรรมนูญมาตรา 161 กำหนด ทั้งไม่มีข้อความใดระบุต่อจากนั้นหากปฏิบัติไม่ถูกต้องจะต้องดำเนินการอย่างไร

Advertisement

ขณะที่มาตรา 162 บัญญัติว่าคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาหลังจากคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อย เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดบัญญัติว่า หลังถวายสัตย์ปฏิญาณแต่ไม่ครบถ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงนำความแจ้งต่อผู้ตรวจการแผ่นดินตามอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน มาตรา 230 (2) ให้แสวงข้อเท็จจริงเมื่อเห็นว่ามีผู้เดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมอันเนื่องมา จากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือคณะรัฐมนตรี

เนื่องจากเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีปฏิบัติเสียเอง มาตรา 231 ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญดังกรณี (1) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 161

มาตรา 211 (วรรคสอง) เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องใดไว้พิจารณาแล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้ใดจะปฏิเสธไม่วินิจฉัยโดยอ้างว่าเรื่องนั้นไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมิได้ (วรรคสาม) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

มาตรา 212 (วรรคสอง) ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้

ขณะนี้ เรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 161 ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นไปอยู่ที่คณะผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งคณะผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องพิจารณาให้เสร็จว่าจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือไม่ในวันอังคารที่ 27 สิงหาคมนี้

ส่วนศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาแล้วจะปฏิเสธไม่วินิจฉัยมิได้ ขณะที่หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่งไม่เป็นสาระอันควรรับการวินิจฉัย และไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา

เรื่องก็น่าจะจบลงตรงนั้น ส่วนจะหมายความว่าอย่างไร ต้องรอการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินว่าจะส่งสาระอย่างไรไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

สุดท้ายคือต้องรอว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าอย่างไร จะรับเรื่องนี้ไว้วินิจฉัย หรือเห็นว่าคำโต้แย้งไม่เป็นสาระสำคัญอันความวินิจฉัยมีเหตุผลอย่างไร

เป็นเรื่องที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านเห็นว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญสำคัญมากถึงสำคัญที่สุด ด้วยเกี่ยวข้องกับสถาบันและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีหลังจากนั้น

ซึ่งเป็นบรรทัดฐานสำคัญยิ่งของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข