จากวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอข้อท้วงติงในเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณตนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในที่ประชุมรัฐสภา
แม้จะมีการตัดบท ขัดขวาง แต่ถามว่าจบหรือไม่
เอาเถอะการขัดขวางด่านแรกอาจมาจาก ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ นั่นก็คือ นายวีระกร คำประกอบ
ขณะที่ประธานคือ นายชวน หลีกภัย ตัดบทเพราะเห็นว่าไม่แจ่มชัด
ไม่แจ่มชัดเพราะ นายชวน หลีกภัย ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้มาก่อน ขณะเดียวกัน ในความรู้สึกของ นายชวน หลีกภัย นี่เป็นเรื่องอันตรายและร้ายแรง
คำว่า “ร้ายแรง” ตีความได้ 2 นัยยะ
นัยยะหนึ่งหากว่าข้อมูลที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ได้มาไม่ครบตามความเป็นจริง อีกนัยยะหนึ่งหากว่าทุกอย่างเป็นจริงอย่างที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ท้วงติง
ถามว่าเรื่องนี้จบหรือไม่
จากสถานการณ์ในวันที่ 25 กรกฎาคม อาจนำไปสู่การสรุปของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันสุดท้ายของการแถลงนโยบายว่า
“จะไม่ขอตอบ”
จากวันที่ 25 กรกฎาคม เป็นต้นมา บทบาทอันโดดเด่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงดำเนินไปอย่างพยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม
เห็นได้จากการไม่ยอมไปตอบกระทู้ในสภา
ไม่ว่าจะเป็นวันพุธที่ 7 สิงหาคม ไม่ว่าจะเป็นวันพุธที่ 14 สิงหาคม ไม่ว่าจะเป็นล่าสุดวันพุธที่ 21 สิงหาคม
คำถามก็คือ แล้วจบหรือไม่
รูปธรรมก็คือ เมื่อเดินทางไปจังหวัดยะลา ก็มีคำถาม เมื่อเดินทางไปชักเย่อ เมื่อเดินทางไปเตะฟุตบอล ก็มีคำถาม แม้กระทั่งเดินทางไปตรวจเรือที่ระยอง ก็มีคำถาม
ตราบใดที่ไม่ตอบคำถาม ตราบนั้นก็ยังมีคำถาม
จากวันที่ 25 กรกฎาคม ความเป็นจริงก็เริ่มคลี่คลายในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาสารภาพด้วยตนเองในวันที่ 8 สิงหาคม
“ผมขอรับผิดชอบเพียงผู้เดียว”
เท่ากับเป็นการอธิบายบทสรุปที่ว่าเป็นเรื่องร้ายแรงจากปาก นายชวน หลีกภัย มิได้เป็นข้อท้วงติงจาก นายปิยบุตร แสงกนกกุล
หากแต่มาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเป็นด้านหลัก
ด้านหลักในที่นี้ 1 เป็นการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อนและไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 161
1 มีความพยายามเตะถ่วงไม่ยอม “รับผิดชอบ” ในทางเป็นจริง
ในที่สุด กรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณก็ดำเนินไปในกระสวนเดียวกันกับกรณีอุทยานราชภักดิ์ กรณีแหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน
นั่นก็คือ ค้างคาอยู่ในความรู้สึกของชาวบ้าน
หากมองจากกระบวนการท่าทีของ คสช.นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เราจะเห็นอย่างเด่นชัดยิ่งจากกรณีการเลื่อนการเลือกตั้ง
เลื่อนแล้วเลื่อนอีก
จากปฏิญญาโตเกียว มายังปฏิญญานิวยอร์ก มายังปฏิญญาวอชิงตัน มายังปฏิญญาลอนดอน กระทั่งถึงเดือนมีนาคม 2562
เป็นกลยุทธ์ “ทำให้เซ็งแล้วปกครอง”

