หน้าแรก คอลัมนิสต์ ตำรวจกำสรวล โ...

ตำรวจกำสรวล โดย วสิษฐ เดชกุญชร

7.06.16 | 17:30 น.
แฟ้มภาพ

คงจะต้องยอมรับว่าปัญหาหนึ่งที่มีเสียงเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แก้ไขมาโดยตลอดคือปัญหาตำรวจ ประชาชนเสื่อมศรัทธาในการทำหน้าที่ของตำรวจ เห็นว่าตำรวจไร้คุณภาพ การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นไปอย่างหย่อนยาน ล่าช้า มีอคติ เลือกข้าง โดยเฉพาะเมื่อผู้ต้องหาเป็นตำรวจด้วยกัน หรือเป็นญาติของตำรวจ

หลังจากที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความเห็นเป็นเชิงไม่พร้อมที่จะปฏิรูปตำรวจ และให้เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะตั้งขึ้นใหม่ แต่ในที่สุดอาจเป็นด้วยเห็นปัญหาของตำรวจชัดเจนขึ้น และเห็นว่าทุกฝ่ายเร่งเร้าที่จะให้มีการปฏิรูปตำรวจ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านไปนี้ พล.อ.ประยุทธ์จึงได้เสนอให้ทุกส่วนราชการร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยกำหนดเรื่องสำคัญที่จะดำเนินการเพื่อการปฏิรูประยะที่ 1 โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลโดยตรงต่อประชาชนหรือเป็นที่คาดหวังของประชาชน เช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจ การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการแก้ไขปัญหาการทุจริต รวมทั้งการปฏิรูปตำรวจด้วย

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เสนอเช่นนี้ ก็เป็นที่คาดหมายว่าการปฏิรูปตำรวจคงจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องคอยถึงรัฐบาลหน้า และคงเป็นไปตามที่คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้จัดทำแผนดำเนินการออกมาบางส่วนแล้ว เฉพาะที่เกี่ยวกับตำรวจนั้น คณะกรรมการได้แบ่งการปฏิรูปออกเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมเวลาปฏิรูปถึง 20 ปี

ระหว่างที่คอยการปฏิรูปอยู่นี้ ปัญหาตำรวจก็คงจะยังคาราคาซังอยู่ต่อไป ปัญหาหนึ่งที่เรื้อรังและแก้ไขไม่ได้มาโดยตลอด คือ ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ เมื่อเดือนเมษายนที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่จะแต่งตั้งข้าราชการตำรวจได้โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพราะฉะนั้น ในปีนี้แทนที่การแต่งตั้งจะมีการพิจารณากลั่นกรองก่อนโดย ก.ตร.ดังที่เคย การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจซึ่งล่าช้าอยู่แล้วจึงกลับตกอยู่ในมือของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแต่ผู้เดียว

และเมื่อมีประกาศการแต่งตั้งในที่สุดก็ปรากฏว่ามีความผิดพลาดบกพร่องในคำสั่งอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ นายตำรวจที่ถึงแก่กรรมไปแล้วมีชื่อได้รับการแต่งตั้ง และนายตำรวจตำแหน่งผู้บังคับการยศพลตำรวจตรีได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองผู้บังคับการยศพันตำรวจเอก จนโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องออกมายอมรับและขอโทษที่บกพร่อง

Advertisement

ในขณะเดียวกัน เสียงครหาเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ยังดังอยู่ และดังแรงยิ่งกว่าเก่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมปีนี้ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ได้ลงข้อความในหน้าของตนในเฟซบุ๊ก มีใจความว่า ตำแหน่งผู้กำกับการ ต้อง (ซื้อ) 1 ล้านบาท และรองผู้บังคับการ 2 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่นับตำแหน่งสารวัตร รองผู้กำกับการ ผู้บังคับการ รองผู้บัญชาการ ผู้บัญชาการ อีกหลายพันตำแหน่ง ดร.อาทิตย์ลงท้ายข้อความของตนว่า “นี่ใช่ไหมคือการปฏิรูปตำรวจ? ใช้ระบบ คุณธรรม อย่าใช้ระบบอุปถัมภ์? ตำรวจเขาไม่มีกำลังใจทำงานกันแล้ว”

เมื่อปรากฏเป็นข่าวออกมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ท้าให้ ดร.อาทิตย์เปิดเผยชื่อผู้เกี่ยวข้อง และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แถลงว่า ผบ.ตร.จะดำเนินคดีกับ ดร.อาทิตย์ เพราะข้อเขียนของ ดร.อาทิตย์เสียหายแก่องค์กรตำรวจ

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย เคยเป็นประธานรัฐสภา และรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง ตำแหน่งฐานะและชื่อเสียงของท่านย่อมเป็นเครื่องประกันว่า ท่านคงไม่เอาเรื่องเหลวไหลไร้เหตุผลหรือไม่มีที่มามากล่าวอ้างต่อสาธารณชน

ผู้ที่จะรู้ดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือข้าราชการตำรวจผู้ได้รับหรือไม่ได้รับการแต่งตั้งนั้นเอง ในสมัยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยมีการร้องเรียนและการสอบสวนเกี่ยวกับการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม และการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับตำแหน่งมาแล้ว รายหนึ่ง คณะกรรมการสอบสวนพบว่ามีมูล แต่ผู้บัญชาการตำรวจผู้ถูกร้องเรียนก็มิได้ถูกลงโทษ ข้าราชการตำรวจหลายคนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองและชนะคดี แต่เสียงครหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คงจะยังไม่ยุติ จนกว่าจะมีมาตรการที่ประกันระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งที่น่าเชื่อถือได้กว่านี้

ตราบใดที่การปฏิรูปตำรวจยังไม่เกิดขึ้น และอำนาจในการแต่งตั้งอยู่ในกำมือของผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ตราบนั้นเราก็คงจะได้ยินเสียงประณามและร่ำไห้ของตำรวจต่อไปอีก

เมื่อตำรวจเสียขวัญ จะหวังให้ตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างไร จะหวังให้การทำหน้าที่ของตำรวจเป็นไปอย่างเต็มภาคภูมิได้อย่างไร และเมื่อเห็นว่าคนชั่วมีอำนาจสามารถให้คุณให้โทษได้ ตำรวจจำนวนไม่น้อยก็อาจจะยอมจำนนแก่อำนาจฝ่ายต่ำ และยอมร่วมมือกับผู้ทุจริต ในไม่ช้าเราอาจจะเห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติเต็มไปด้วยตำรวจประเภทนี้ ส่วนตำรวจดีซึ่งกลายเป็นส่วนน้อยจะเก็บเนื้อเก็บตัวซังกะตาย ทำงานพอให้ตัวเองอยู่รอด

ประชาชนจะคอยการปฏิรูปตำรวจไหวไหม? และกว่าจะมีการปฏิรูปตำรวจ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร?