หน้าแรก คอลัมนิสต์ หลังวิกฤตการณ...

หลังวิกฤตการณ์โรฮีนจา…สองปีต่อมา : โดย ลลิตา หาญวงษ์

30.08.19 | 13:19 น.
ชาวโรฮีนจา รวมตัวกันในค่ายผู้อพยพกูตูปาลงในบังกลาเทศเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา (ภาพจาก AFP)

ตลอดเดือนสิงหาคมในปี 2019 นี้ ความสนใจของคนทั่วโลกมุ่งสู่ป่าแอมะซอน ป่าเขตร้อนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่กำลังเผชิญกับไฟป่าครั้งใหญ่ สร้างความเสียหายในวงกว้างกับระบบนิเวศและวิถีชีวิตของคนพื้นเมืองในบราซิลที่อยู่คู่กับป่ามาช้านาน ช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อสองปีก่อน ก็เกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับชีวิตชาวโรฮีนจานับล้านคนในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า

ความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธในพม่าและชาวมุสลิมโรฮีนจามีมาเนิ่นนานนับร้อยปีแล้ว ที่มาและสถานะของชาวโรฮีนจาในฐานะพลเมืองของพม่ายังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และยิ่งสร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนามากขึ้นในปี 2012 เมื่อเกิดการจลาจลทางเชื้อชาติครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีขึ้นที่รัฐยะไข่ เมื่อกองกำลังติดอาวุธโรฮีนจาในนาม ARSA (Arakan Rohingya Salvation Army) ก่อเหตุโจมตีป้อมตำรวจ จนทำให้มีตำรวจพม่าเสียชีวิต 12 นาย ในวันที่ 25 สิงหาคม 2017 กองทัพพม่าโต้ตอบด้วยยุทธการที่รุนแรง หมู่บ้านชาวโรฮีนจาหลายแห่งในรัฐยะไข่ตอนเหนือถูกเผาราบเป็นหน้ากลอง ชาวโรฮีนจาที่เหลือก็เผชิญกับความโกรธแค้นของชาวพุทธทั้งในรัฐยะไข่และทั่วพม่า ที่พากันต่อต้านและสนับสนุนให้กองทัพพม่าใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อขับชาวโรฮีนจา ที่พวกเขามองว่าเป็น “ผู้รุกราน” ให้ออกนอกพม่าไปเสีย

การกวาดล้าง หรือที่หลายคนเรียกว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”ในระลอกนั้นเป็นจุดกำเนิดของวิกฤตด้านผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก ในช่วงไม่ถึง 4 เดือน ระหว่างสิงหาคม-ธันวาคม 2017 คาดการณ์กันว่ามีชาวโรฮีนจากว่า 650,000 คนที่หลบหนีจากรัฐยะไข่ข้ามชายแดนเข้าไปยังเมืองค๊อกซ์บาซาร์ เมืองตากอากาศชื่อดังของบังกลาเทศ ไม่ห่างจากชายหาดค๊อกซ์บาซาร์ยาวสุดลูกหูลูกตา เป็นที่ตั้งของค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลง-บาลูคาลี (Kutupalong-Balukhali Camp) ที่ในปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในค่ายผู้อพยพที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรชาวโรฮีนจาเฉพาะในค่ายผู้อพยพแห่งนี้ 912,852 คน (สถิติล่าสุดจาก UNHCR) และประเมินว่าน่าจะมีชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศรวมกันถึง 1 ล้านคน ทั้งภายนอกและภายในค่ายผู้อพยพที่มีอยู่ 34 ค่าย ในพื้นที่เพียง 26 ตารางกิโลเมตรในเขตค๊อกซ์บาซาร์

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ชาวโรฮีนจานัดกันเดินขบวนชุมนุมภายในค่ายผู้อพยพ เพื่อระลึกถึงการลี้ภัยเข้าไปในบังกลาเทศครบ 2 ปี และส่วนหนึ่งเพื่อตอบโต้โครงการความช่วยเหลือการกลับภูมิลำเนาโดยสมัครใจของผู้ย้ายถิ่น (Assisted Voluntary Expatriation Scheme) ที่รัฐบาลบังกลาเทศเพิ่งประกาศออกมาในวันที่ 22 สิงหาคม แต่ไม่มีชาวโรฮีนจาผู้ใดที่เข้าร่วมโครงการนี้ พวกเขาให้เหตุผลว่าชาวโรฮีนจาเรียกร้องให้รัฐบาลพม่ามอบสัญชาติให้กับตนก่อนเริ่มกระบวนการอพยพกลับไปพม่า

หากใครติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับชาวโรฮีนจา ก็คงประเมินได้ไม่ยากว่าพม่าไม่ต้องการให้ชาวโรฮีนจากลับเข้าไปในรัฐยะไข่ ในประเทศที่ออกจะพิเศษและมีปัญหาสลับซับซ้อนอย่างพม่า เราไม่ค่อยเห็นประเด็นสังคมใดที่รัฐบาลและประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมีฉันทามติร่วมกันในลักษณะนี้มาก่อน รัฐและชาวพม่าที่ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธเห็นต้องกันว่าชาวโรฮีนจาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสหภาพพม่า การยืนกรานปฏิเสธแบบกระต่ายขาเดียวนี้ไม่ส่งผลดีต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในพม่า และยิ่งส่งแรงกระเพื่อมกลับไปยังบังกลาเทศ ที่เป็นแหล่งรับผู้อพยพชาวโรฮีนจานับล้านคนอยู่ในปัจจุบัน

Advertisement

ท่ามกลางวิกฤตนี้ หน่วยงานระดับโลกหลายแห่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศที่ “รับเคราะห์” ไปเต็ม ๆ คือบังกลาเทศ ที่ต้องควบคุมและดูแลปัญหาผู้อพยพชาวโรฮีนจาให้ทั่วถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อต้นปี รัฐบาลบังกลาเทศประกาศชัดเจนว่าไม่สามารถรับผู้อพยพเพิ่มได้อีกต่อไป และเรียกร้องให้พม่าเร่งกระบวนการพิสูจน์ตัวตนของผู้อพยพและนำชาวโรฮีนจากลับไปในรัฐยะไข่ตามเดิมให้ได้ อย่างไรเสีย การย้ายถิ่นฐานกลับไปพม่าเป็นเรื่องของ “ความสมัครใจ” ตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน พม่าเสนอให้ชาวโรฮีนจายอมรับบัตรประจำตัวประเภทหนึ่ง ซึ่งน่าจะคล้ายกับใบอนุญาตคนต่างด้าว นั่นหมายถึงรัฐพม่ายังคงมองชาวโรฮีนจาว่าเป็นผู้อพยพเข้าพม่าอย่างผิดกฎหมายอยู่

ความล่าช้าในการกลับคืนถิ่นอย่างสมัครใจของชาวโรฮีนจาสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลบังกลาเทศอย่างมาก และกระแสในรัฐบาลบังกลาเทศภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีชีค ฮาซินา (Sheikh Hasina) เริ่มความอดทน และหวาดระแวงพม่ามากขึ้น พม่ากับบังกลาเทศลงนามในข้อตกลงเพื่อนำชาวโรฮีนจากลับไปรัฐยะไข่ตั้งแต่ปี 2017 แต่ความพยายามที่ผ่านมาทั้ง 2 ครั้งไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีชาวโรฮีนจาที่สมัครใจกลับเข้าไปในรัฐยะไข่ รัฐบาลพม่ากล่าวหารัฐบาลบังกลาเทศว่าไม่ให้ความช่วยเหลือกระบวนการนี้อย่างเต็มที่ เช่น แจกจ่ายเอกสารการตรวจสอบบุคคล (verification forms) ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และยังกล่าวหาบังกลาเทศในประเด็นอื่นๆ ที่ยิบย่อย บนพื้นฐานที่ว่าบังกลาเทศไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคีที่เคยตกลงกันไว้

ปัญหาของการย้ายถิ่นฐานกลับอย่างสมัครใจจะเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างพม่าและบังกลาเทศ ในอนาคต ไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น หรือสหประชาชาติ จะเข้ามาไกล่เกลี่ยและอำนวยความสะดวกให้เพียงใด แต่ตราบใดที่ชาวโรฮีนจาไม่ได้รับสัญชาติพม่า พวกเขาก็จะไม่ยอมออกจากค่ายผู้อพยพในค๊อกซ์บาซาร์อย่างแน่นอน ในอันที่จริง บังกลาเทศเองก็ไม่พอใจชาวโรฮีนจาที่ยืนยันเรื่องการขอสัญชาติจากรัฐบาลพม่า เพราะยิ่งทำให้กระบวนการคืนถิ่นล่าช้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของบังกลาเทศ เอ.เค. อับดุล โมเมน (A.K. Momen) ถึงกับออกมากล่าวตัดพ้อว่าชาวโรฮีนจากำลังยึดบังกลาเทศ “เป็นตัวประกัน”

ตัวแสดงสำคัญที่ขาดไม่ได้ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างพม่า-บังกลาเทศ-โรฮีนจาคือบทบาทของจีน มีผู้ตั้งข้อสังเกตอยู่เนืองๆ ว่าสาเหตุหนึ่งของวิกฤตทางเชื้อชาติในครั้งนี้คือความต้องการเข้าไปตักตวงทรัพยากรธรรมชาติในรัฐยะไข่ทางตอนเหนือ ที่มีมหาศาล และเป็นเขตที่จีนหมายมั่นปั้นมือไว้มานาน จีนยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างพม่าและบังกลาเทศในกระบวนการคืนถิ่นของชาวโรฮีนจาด้วย

ในช่วงเดียวกันนี้ของปีหน้า เราคงได้กลับมาพูดถึงสถานการณ์ผู้อพยพชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศกันใหม่ แต่สถานการณ์คงไม่ได้ดีไปกว่านี้ และคงจะมีชาวโรฮีนจาจำนวนน้อยมากๆ ที่ยินยอมกลับคืนสู่พม่าต่อไปในอนาคตทั้งใกล้และไกล