กกต.มีมติให้ยุบพรรคประชาชนปฏิรูป (ปชช.) ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเป็นหัวหน้าพรรคด้วย โดยนายไพบูลย์เตรียมเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดังที่ได้ประกาศจุดยืนมาตลอด การเตรียมย้ายสังกัดด้วยการขอยุบพรรค ของนายไพบูลย์ เป็นเรื่องที่แวดวงการเมืองวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า น่าจะมีปัญหาข้อกฎหมาย และอาจขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ไม่น่าจะสนับสนุนการย้ายพรรคในลักษณะนี้ เพราะก่อให้เกิดคำถามต่างๆ มากมาย
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงมติ กกต. ให้ยุบพรรคประชาชนปฏิรูป (ปชช.) ว่า มติดังกล่าวถ้าไม่สื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนและพรรคการเมือง จะกลายเป็นความสับสน อาจถูกมองว่าถ้าเป็นบางพรรคทำสามารถทำได้ ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทำได้หรือไม่ และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้เกิดยุทธศาสตร์แยกกันเดินตอนเลือกตั้ง แล้วรวมกันตีหลังเลือกตั้ง เพื่อทำให้พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลมีความเข้มแข็งมากขึ้น “ไพบูลย์โมเดล” เสมือนการเอื้อพรรคการเมืองให้ตัดต่อพันธุกรรม เพื่อให้บางพรรคได้ประโยชน์ เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีปัญหาการตีความและการปฏิบัติต่างๆ ตามมาอีกมาก ทั้งสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ คะแนนระบบบัญชีรายชื่อของพรรคที่ยุบตัวเองจะถูกยุบคะแนนด้วยหรือไม่ สามารถโอนคะแนนของพรรคที่ยุบตัวเองไปรวมกับพรรคที่จะย้ายไปสังกัดใหม่ได้หรือไม่ ต้องมีสูตรการคำนวณ ส.ส.ออกมาใหม่อีกหรือไม่ หลังจากที่ กกต.ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าใช้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ให้คุณต่อบางพรรคการเมือง และเป็นโทษต่อบางพรรค จนมีชื่อเรียกสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อว่า ส.ส.เอื้ออาทร ซึ่งผิดหลักการประชาธิปไตยอย่างมาก
ข้อสังเกตจากโฆษกพรรคเพื่อไทย เป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะที่ผ่านมา มีกระแสวิจารณ์การทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องในทางลบตลอดเวลา ว่าเอื้้อประโยชน์ให้ฝ่ายหนึ่ง ขณะที่เข้มงวดต่ออีกฝ่ายหนึ่ง น่าจะถึงเวลาที่ กกต.และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ควรออกมาชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ให้ชัดเจน เพื่อให้เป็นที่รับรู้ว่า อะไรทำได้หรือไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมายลูก และเพราะอะไร มีหลักหรือทฤษฎีทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์รองรับหรือไม่อย่างไร

