หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปริศนาธรรม ‘ก...

ปริศนาธรรม ‘การซ่อนเพชรพลอยของท่านพุทธทาสภิกขุ’(2) โดย ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร

1.09.19 | 13:13 น.

เรื่องการเก็บซ่อนความคิด หรือเก็บซ่อนมรรคผลแห่งการปฏิบัติธรรมของพระอริยสงฆ์นั้น นับว่าเป็นเรื่องลึกซึ้งเฉพาะตนและเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง หากจะเปรียบเทียบกับความลับทางฝ่ายโลก คือ ความลับสุดยอดของประเทศชาติ หรือรายการลับของแผ่นดินในการปกครองประเทศแล้ว ความลับทางธรรมของพระอริยสงฆ์มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งยิ่งกว่าความลับทางโลกหลายเท่านัก

ท่านพุทธทาสภิกขุเคยสอนพระภิกษุที่เข้าไปอบรมพระธรรมทูตในสวนโมกขพลาราม พ.ศ.2510 ท่านได้กล่าวแก่พระธรรมทูตทั้งหลายเมื่อเวลา 05.00 น. ของวันที่ 19 เมษายน 2510 ข้อธรรมดังกล่าวนั้นคือ “การซ่อนเพชรพลอย”

การซ่อนเพชรพลอยสำหรับพระภิกษุนั้น หมายถึง การซ่อนสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดของพระภิกษุ หรืออริยทรัพย์ นั่นเอง แม้ท่านไม่ได้พูดว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่พอจะนึกคิดได้ว่า อะไรๆ ที่ดีๆ ที่มีอยู่ในตัวจะต้องเก็บซ่อนไว้ดุจเพชรพลอย ไม่ให้ใครรู้อาจจะถูกขโมยเอาไปเสีย หรือไม่ให้ใครเอาไปได้ เพราะว่านั่นเป็นวิธีที่ฉลาดที่สุดที่ไม่มีใครรู้ว่าเรามีอะไร

“ขอย้ำว่า ข้อที่อย่าให้ใครรู้ว่ามีอะไรนั้น จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้เขาขโมยได้ การเที่ยวโอ้อวดเขา แล้วพยายามหวงและซ่อนนั้นเป็นความโง่ ทำให้เขาขโมยได้ หรืออย่างน้อยก็ลำบากมาก มันจึงสู้วิธีที่ไม่ให้เขารู้เสียเลยว่าเรามีอะไรนี้ ย่อมเป็นการสะดวกกว่า”

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวเป็นนัยแห่งธรรมข้อนี้ว่า จะต้องอาศัย ภาษาคน-ภาษาธรรมเพราะเพชรพลอยในภาษาคน คือ ของแข็งๆ ราคาไม่แพง ส่วนเพชรพลอยในภาษาธรรม ที่ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวเป็นปริศนาให้พระภิกษุทราบนั้น ก็คือ “คุณธรรมที่ยิ่งไปกว่าธรรมดามนุษย์เขามีกัน” ท่านยกเอาคำว่า “อุตริมนุสธรรม” ขึ้นมา มันเป็นคำที่เคยได้ยินได้ฟังจนชิน คุณธรรมที่ดีกว่าธรรมดานั้นถ้าหากไม่ซ่อนเพชรพลอยขโมยก็จะเอาไป ท่านกล่าวย้ำว่า “ตั้งแต่ต้นการปฏิบัติที่ปฏิบัติได้สูงหรือมากไปกว่าคนสามัญตามธรรมดาเรียกว่า เพชรพลอย ถ้ามีสาเฐยย คือ ความโอ้อวดหรือโอ่อวดก็ตาม”

Advertisement

“โอ่อวดแสดงท่าทาง โอ้อวดแสดงด้วยปาก นี่เรียกว่า อวดทั้งนั้น คือแสดงให้เขาเห็น ทันใดนั้นก็ถูกขโมยหมด คือ พญามารเป็นผู้ขโมย พญามาร ก็คือ กิเลสที่เป็นเหตุให้โอ้อวด และพญามารที่เป็นความยกหูชูหาง ว่าตัวกู-ของกูมีดีอย่างนั้นมีดีอย่างนี้ เป็นประเภทมานะทิฐิ มานะว่าดีกว่า เลวกว่า เสมอกัน หรือะไรทำนองนี้ นี่จะเป็นพระยามารขโมยเอาความดีหรือคุณธรรมของผู้นั้นไปหมด”

ท่านพุทธทาสภิกขุได้แสดงธรรมเรื่อง “การซ่อนเพชรพลอย” เพื่อเตือนสติของพระภิกษุที่เป็นพระธรรมทูต ซึ่งก็รวมไปถึงพระภิกษุที่ปฏิบัติธรรมทั้งหลายด้วย

ท่านยกตัวอย่างการประกาศความดีของพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้ามีดีจริงๆ และมีมากกว่าที่พระองค์อวด ดังพุทธภาษิต สีสปาวนสูตร ที่ว่า “สิ่งที่ตถาคตรู้ เทียบเท่ากับใบไม้ทั้งป่า สิ่งที่ตถาคตนำมาสอน มีประมาณเท่าใบไม้กำมือเดียว”

สิ่งที่พระพุทธองค์นำมาตรัสแก่พุทธสาวกนั้น พระองค์ทรงแสดงแต่อาทิพรหมจรรย์ คือ หลักสำคัญที่เป็นเงื่อนต้นพรหมจรรย์โดยเฉพาะเรื่องอริยสัจ เรื่องทุกข์ เรื่องดับทุกข์เท่านั้น นอกนั้นพระองค์ไม่ตรัสแม้จะทรงทราบอยู่อย่างดี เพราะเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

พระพุทธองค์ไม่ต้องการให้ไปรู้เรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ เช่น เรื่องที่ชอบถกเถียงกันทั่วไปหมด เช่น เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่? เป็นต้น อะไรไปเกิด อธิบายเป็นเดือนก็ไม่จบ ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “เราจะมีอะไรอวด เราจะต้องมีดีจริงเสียก่อน มีอะไรจะสอนจะประกาศนั้น ต้องมีจริงๆ เสียก่อน” มีธรรมะนี้ ไม่ใช่มีแต่เพียงว่าปริยัติธรรม ท่องจำ มีปัญญานี้ ไม่ใช่เพียงแต่ว่า สุตมยปัญญา หรือจินตามยปัญญา เป็นเรื่องศึกษาคิดๆ นึกๆ แต่ต้องมีปัญญาความรู้ที่แท้จริงเป็น ภาวนามยปัญญา นั่นเอง แล้วก็คัดเลือกส่วนที่สำคัญหรือจำเป็นออกไปให้เขา เมื่อเป็นดังนี้ ความจริงที่เด็ดขาดแน่นอนก็จะมีอยู่ส่วนหนึ่งว่าต้องทำเองให้ได้เสียก่อนแล้วจึงสอนเขา อย่างบาลี ว่า :

“อตฺตาน เม ว ปฐมํ ปฏิ รูเป นิวาสาย-จงตั้งตนให้อยู่ในคุณธรรมที่สมควรแก่สมณะหรือผู้สอนเสียก่อน “อตฺถญฺญ อนุสาเสยฺย กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต-ภายหลังจึงสอนเขา จึงจะไม่เป็นบัณฑิตสกปรก”

ท่านบอกกล่าวให้ภิกษุมีความสังวร สำรวมระวังอย่างยิ่ง เพื่อว่าจะไม่ต้องถูกมารปล้น จนถึงกับว่าจะต้องเสียชีวิตหรือถูกพญามารฆ่าตาย เรียกว่าจะต้องรู้จักซ่อนชีวิต หรือซ่อนสิ่งที่ดีที่มีค่าของชีวิต อย่าให้ใครได้รู้ ท่านยกตัวอย่างให้ฟังว่า “มีเรื่องอยู่ในสูตรๆ หนึ่ง เล่าถึงภิกษุองค์หนึ่ง เมื่อถึงคราวจวนตัวที่คนเขาจะรู้ว่าประพฤติธรรม มีธุดงค์เป็นต้น เธอก็แสดงอาการที่ทำให้คนผู้เห็นนั้นไม่รู้ได้ว่าถือธุดงค์ เช่น ฉันอาหารมื้อที่สองที่สามเสียเลย ไม่ให้มีมื้อเดียว เป็นการซ่อนมิให้ใครรู้ถือธุดงค์ ‘ฉันมื้อเดียว’ หรือว่าถือธุดงค์อย่างอื่น เช่น ไตรจีวร เป็นต้น ใช้อติเรกจีวรเสียเลย ไม่ให้คนเหล่านั้นรู้ว่าถือธุดงค์”

ท่านพุทธทาสภิกขุไม่ยอมบอกว่าสูตรที่ท่านกล่าวถึงนั้นอยู่ในสูตรไหน อรรถกถาตอนไหน ต้องการจะให้พระธรรมทูตเหล่านั้นไปค้นหาเอาเอง ท่านเพียงแต่ชี้ให้เห็นว่า ข้อที่รู้จักซ่อนเพชรพลอยไม่โอ้อวด ไม่โอ่อวด เป็นเรื่องสำคัญ เพราะแม้แต่พระเยซู ท่านก็สอนสาวกว่า “อย่าให้เขารู้ว่า วันนี้เราสมาทานอุโบสถศีล”

อย่างไรก็ตาม เรื่องการซ่อนเพชรพลอยที่ว่านั้น จะต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงจะซ่อนได้จริง ไม่ควรซ่อนด้วยความอยากจะอวดเป็นครั้งที่สอง ถ้าทำอย่างนั้นก็จะซ่อนไว้ไม่ได้ “เพราะฉะนั้นการที่จะมีธุดงค์ มีกรรมฐานภาวนา มีการบรรลุคุณธรรมเกี่ยวกับเรื่องนั้น ที่เรียกว่า อุตริมนุสธรรม แล้วก็ควรจะซ่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ”

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวเตือนในเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้ายว่า ขอให้นึกถึงคำสอนข้อแรกสุดภายในวันแรกสุดที่เราบวชที่เรียกว่า อนุสาสน์ ว่า : จะไม่อวดคุณธรรม แม้แต่เพียงสักว่าเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะอันสงัดแล้ว “อนฺตมโส สุญญาคาเร อภิรมามีติ” นี้ คล่องปากทุกองค์ ผู้ที่เคยบวชก็ต้องได้ยินคำนี้มาแล้วอย่างน้อยครั้งหนึ่งในวันบวช ว่าอย่าได้อวดสิ่งที่เหนือไปกว่ามนุษย์ธรรมดา

แม้ที่สุดแต่จะอวดว่า ใจคอของเราชอบความสงัดเสียอย่างนี้ก็ไม่ควรจะอวด แล้วทำไมจะมาอวดคุณสมบัติที่ยิ่งไปกว่านั้น? ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นผลของภาวนา เป็นสมาธิ เป็นฌานเป็นสมาบัติ เป็นวิมุติ เป็นวิโมกข เป็นต้น ขอให้เห็นว่าการอวดนั้น คือ การทำให้ถูกปล้น ถูกขโมยเอาไปทันที นี้เรียกว่าเป็นส่วนตัว

ถ้อยคำที่ยกมาให้พิจารณานี้ เป็นถ้อยคำที่ซ่อนเร้นอยู่ในธรรมบรรยายที่อบรมพระธรรมทูต ซึ่งจะเดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างประเทศ แต่มันรวมไปถึงการซ่อนเพชรพลอยของพระภิกษุบำเพ็ญเพียรภาวนาด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังสะท้อนให้แลเห็นปริศนาอันล้ำลึก ที่ท่านพุทธทาสภิกขุซ่อนเพชรพลอยแห่งการบรรลุธรรมของท่านด้วย สัจธรรมที่ท่านแสดงไว้ในธรรมบรรยายเรื่องการซ่อนเพชรพลอยนี้ คงจะช่วยให้พุทธบริษัททั้งหลายเข้าใจได้ว่า ตลอดชีวิตแห่งการประกาศพุทธธรรมเกือบ 60 ปี ของท่านพุทธทาสภิกขุนั้น ท่านทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการโอ้อวดหรือโอ่อวดให้ปรากฏ

พุทธทาสภิกขุปฏิบัติธรรมหลุดพ้นจากกิเลส หมดตัวกูของกูปล่อยวางอย่างผู้มีโพธิจิตและสุญญตาธรรม ตายแล้วก่อนตายหมดตัวตน สละหมดไม่เอาอะไรเลย จิตว่าง แต่การไม่เอาอะไรเลยกลับได้ทั้งหมด ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด แม้กระทั่งว่าชีวิตเป็นของตนแต่กลับได้ไปทั้งหมด
ของสิ่งทั้งหมดที่ควรจะได้ นั่นก็คือ อริยทรัพย์

ในช่วงที่ท่านพุทธทาสภิกขุเผยแผ่พุทธธรรมมาเกือบ 60 ปีนั้น เราได้รู้ว่ามีปาฏิหาริย์ที่เหนือฤทธิ์เดชทั้งหลายในพุทธจักร เราได้เห็นความมหัศจรรย์ของพระป่ารูปหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตด้วยการหนุนหมอนไม้อย่างผู้ที่ตื่นอยู่ตลอดกาล รู้สึกอยู่ รู้แจ้งอยู่ เห็นแจ้งอยู่ทุกๆ ครั้งที่หายใจเข้าหายใจออก ท่านวางอุดมคติสูงสุดในการรู้ธรรมด้วยใจตนเอง และสั่งสอนผู้อื่นด้วยความเมตตาปรานี ต่อผู้ที่มีดวงตาอันขุ่นข้น รุ่มร้อนร่านรนด้วยความทุกข์ เพื่อจูงใจเพื่อมนุษย์ให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับในชีวิตนี้

แม้ท่านพุทธทาสภิกขุจะไม่เป็นอะไรเลย แต่ปรมัตถสัจจะที่ท่านสอนความจริงแห่งธรรมมาแล้วนั้น บุคคลที่พอจะมีอุปนิสัยพอจะเข้าใจได้ ไม่เป็นอภัพสัตว์เกินไปแล้ว เขาย่อมเข้าใจได้ว่าเพชรพลอยที่ท่านซ่อนไว้นั้น ไม่ต่างอะไรกับ “ใบไม้ในกำมือเดียว” ของพระพุทธองค์กับ “ใบไม้ในป่า”

อนึ่ง ท้ายสุดนี้ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้ระบุว่า ธรรม “สุญญตา” ทำให้เกิดบุคคลสุญญตา ปริศนาธรรมในโรงมหรสพทางวิญญาณ สามารถสร้างธรรมทายาทนักเทศน์ผู้ปราดเปรื่องเลื่องลืออย่าง พระพยอม กัลยาโณ และนักเทศน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น พระอาจารย์วรศักดิ์ พระมหาประทีป เป็นต้น ไงเล่าครับ