ไม่ว่าการปล่อยภารกิจที่รัดตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนยังไม่สามารถกำหนดวันประชุมเพื่อดำเนินญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปได้
กระทั่ง เกิดความไม่แน่นอนว่าจะไป หรือไม่ไป
ยังอยู่ในยุทธศาสตร์ใหญ่ทางการเมืองในกรณี “ถวายสัตย์ปฏิญาณตน” นั่นก็คือ การหนีและปฏิเสธการไปตอบในที่สภา
แม้เรื่อง “ประชุมลับ” ก็เป็นอีก “กลยุทธ์” หนึ่ง
สะท้อนอย่างเด่นชัดเป็นรูปธรรมว่าระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ นายปิยบุตร แสงกนกกุล
ใครเป็นฝ่าย “รุก” ใครเป็นฝ่าย “รับ”
เหมือนกับจะเป็นฝ่ายรุกตั้งแต่เสนอข้อท้วงติงในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงการรุกได้เริ่มตั้งแต่เปล่งคำถวายสัตย์ในวันที่ 16 กรกฎาคมแล้ว
ยิ่งยืดเยื้อ การรุกก็ยิ่งจะไปดำรงอยู่ในทาง “ยุทธศาสตร์”
ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถามพรรคพลังประชารัฐตรงๆ ว่า หากไม่เกิดความผิดพลาดระหว่างถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม
นายปิยบุตร แสงกนกกุล สามารถ “ท้วงติง” ได้หรือไม่
ถามต่อไปว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่แก้เกมในท่วงทำนองแบบ “ลิงแก้แห” ตั้งแต่อยู่ในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม
เรื่องจะยกระดับมาถึงมาตรา 251 ได้ละหรือ
นี่จึงมิได้เป็น “ผลงาน” ของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ตรงกันข้าม เป็น “ผลงาน” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่างหาก
ยิ่งแก้จึงยิ่งยุ่ง
ฝ่ายค้านจึงต้องพัฒนาจากระดับเสียง “กระทู้ถามสด” กลายเป็นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา 251 ของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญต่างหากที่พันอยู่รอบคอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
กรณีของการถวายสัตย์ปฏิญาณตนจึงดำเนินไปเหมือนนิทานเก่าแก่ดึกดำบรรพ์เรื่องทำไมฝนจึงตกเพราะกบมันร้อง
นั่นก็คือ เรื่องของ “อิทัปปจยตา”
นั่นก็คือ เรื่องของ “ปฏิจจสมุปบาท”
ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ลองย้อนทวนและลำดับเรื่องราว
ก็จะประจักษ์ในสภาพความเป็นจริง
ในที่สุดก็เป็นเรื่องประเภท กรรมใดใครก่อ กระทั่งกลายเป็นวิบากติดตรึงอยู่กับตัวตน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เพียงแต่หยิบยกขึ้นมาชี้
ฝ่ายค้านเพียงแต่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุมทุกก้าวย่างของรัฐบาลเท่านั้น
นับแต่การถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมเป็นต้นมา สังคมจึงมองเห็นตัวตนและความเป็นจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อย่างทะลุปรุใส
ปรุใสว่าเป็นพวก “สัจจะนิยม” หรือไม่
ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ย่อมมองออกเช่นเดียวกับบทสรุปของพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่และพันธมิตร
ทั้งหมดเสมอเป็นเพียงยกที่ 1 ในทางการเมือง

