หน้าแรก คอลัมนิสต์ ทำอย่างไร เพล...

ทำอย่างไร เพลงสรรเสริญพระบารมี จึงจะไพเราะเหมือนกันทั่วประเทศ โดย สุกรี เจริญสุข

8.06.16 | 13:15 น.

ผมถูกท่านประธานองคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ถามทุกครั้งที่ท่านไปฟังดนตรีที่ศาลายา “ทำไมคุณสุกรีไม่ทำบทเพลงสรรเสริญพระบารมีให้ไพเราะเหมือนกันทั่วประเทศ อย่างที่ใช้ในมหาวิทยาลัยมหิดล” ก็ได้แต่กราบเรียนท่านไปว่า “ผมไม่มีอำนาจใดๆ ในการเผยแพร่บทเพลงสรรเสริญพระบารมี ผมสั่งใครก็ไม่ได้”

ท่านประธานองคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ยังถาม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล บ่อยครั้ง เพราะท่านมีโอกาสเจอกันบ่อยว่า ในฐานะที่คุณหญิงเป็นประธานวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra) ทำไมไม่ทำให้เพลงสรรเสริญพระบารมีไพเราะเหมือนกันทั่วประเทศ เหมือนกับที่บรรเลงโดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย คุณหญิงปัทมาก็ฝากบอกผมมาอีกทอดหนึ่งว่า “ป๋าฝากมาให้ถามอาจารย์สุกรีด้วย” ผมก็ตอบฝากไปแบบเดิมๆ ว่า ไม่มีอำนาจและสั่งใครก็ไม่ได้

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2559 ศาสตราจารย์นายแพทย์ศรีประสิทธิ์ บุญวิสุทธิ์ ท่านเป็นกรรมการของสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ก็ได้โทรศัพท์มาบอกตอนค่ำว่า ผู้ใหญ่ไปฟังดนตรีที่สถาบันได้ฝากมาบอกว่า เพลงสรรเสริญพระบารมีที่บรรเลงอยู่ไม่ไพเราะ (เปิดแผ่น) เล่นแล้วไม่รู้ว่าเป็นเพลงสรรเสริญพระบารมี ทำไมเล่นไม่เหมือนกันทั้งประเทศ ผู้ใหญ่คนนั้นคือท่านประธานองคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์

เนื่องจากบทเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นบทเพลงเกียรติยศของชาติ เป็นบทเพลงที่แสดงความเข้มแข็งและแสดงถึงความมั่นคงของชาติ นอกจากนี้ยังแสดงถึงการเป็นประเทศที่มีเอกราชและแสดงถึงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ดังนั้นความไพเราะจึงเป็นหัวใจสำคัญของบทเพลงสรรเสริญพระบารมี หากว่าการบรรเลงบทเพลงสรรเสริญพระบารมีไม่ไพเราะแล้ว ก็จะทำให้ผู้ฟังชาวไทยทั้งประเทศไม่สบายใจ ดังนั้น การที่ท่านประธานองคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ถามทุกครั้งที่ได้ยินบทเพลงสรรเสริญพระบารมีที่บรรเลงอยู่ไม่ไพเราะ ก็จะเป็นประเด็นขึ้นมาทันที เพราะว่า “อำนาจของบทเพลงอยู่ที่ความไพเราะ”

Advertisement

สำหรับผมนั้น ไม่ได้มีอำนาจใดๆ ที่จะทำบทเพลงสรรเสริญพระบารมีที่มีความไพเราะให้แพร่หลายได้ ที่ทำได้ก็แค่ความไพเราะในขอบเขตรั้ววิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หอแสดงดนตรี ที่ศาลายาเท่านั้น ซึ่งบทเพลงสรรเสริญพระบารมีที่บรรเลงอยู่นี้ เป็นฉบับเรียบเรียงโดย พันโท ประทีป สุพรรณโรจน์ บรรเลงโดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย แสดงครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งใช้ฉบับนี้ในปัจจุบัน

เพลงสรรเสริญพระบารมี (ฉบับปัจจุบัน) ประพันธ์ทำนองโดย ปโยตร์ สชูโรฟสกี (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย เนื้อร้องเป็นพระนิพนธ์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้แสดงเป็นมโหรีแบบคอนเสิร์ต บรรเลงครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ แรม 4 ค่ำ ปีชวด (20 กันยายน 2431) ในงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่หน้าศาลายุทธนาธิการ (กระทรวงกลาโหม)

การเรียบเรียงเสียงประสานบทเพลงสรรเสริญพระบารมีที่มีใช้ในประเทศไทยยุคต่างๆ มีอยู่หลายฉบับด้วยกัน ตั้งแต่ฉบับของ ครูฟุสโก (M. Fusco) เป็นแตรวง ผลงานของ จาคอบ ไฟต์ (Jacob Feit) พ่อของ พระเจนดุริยางค์ เป็นเปียโน ผลงานที่รู้จักและคุ้นเคยกันมาก ก็คือ ผลงานของ พระเจนดุริยางค์ (Peter Feit) ซึ่งใช้ในกรมศิลปากรเป็นวงออเคสตรา ส่วนผลงานของ ฮันส์ กุนเตอร์ มอมเมอร์ (Hans Gunther Mommer) เรียบเรียงเป็นวงออเคสตรา ผลงานของ อาจารย์บุรุษ เกษกรรณ (Bruce Gaston) เรียบเรียงสำหรับคณะนักร้องประสานเสียง ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายฉบับที่เรียบเรียงขึ้นในโอกาสต่างๆ ที่ใช้อยู่ในโรงภาพยนตร์ ใช้ประกอบเทศกาล เป็นต้น

สำหรับผู้ที่รับผิดชอบบทเพลงสรรเสริญพระบารมีที่เป็นฉบับมาตรฐาน (ราชการ) มีอยู่ 3 หน่วยงาน คือ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูแลสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติและกรมประชาสัมพันธ์ ยังมีกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งดูแลกรมศิลปากรและสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และกระทรวงศึกษาธิการ ที่ดูแลการศึกษาชาติและสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยทั้งหมด หน่วยงานเหล่านี้ทำหน้าที่ดูแล รับผิดชอบ และเผยแพร่แบบฉบับมาตรฐานของราชการ รับผิดชอบความไพเราะของบทเพลงสรรเสริญพระบารมีโดยตรง

ปัญหาเรื่องความไพเราะของบทเพลงสรรเสริญพระบารมีที่มีอยู่หลายฉบับ แต่ละฉบับก็มีความไพเราะเหมาะสมและงดงามที่แตกต่างกัน ที่สำคัญก็คือ ต้องบรรเลงหรือขับร้องโดยนักร้องนักดนตรีที่มีฝีมือ ทุกฉบับก็จะไพเราะหมด ความไพเราะเป็นความสำคัญและเป็นอำนาจของเพลงสรรเสริญพระบารมี

ทําไมอยู่ๆ บทเพลงสรรเสริญพระบารมีที่มีอยู่ดั้งเดิมจึงเกิดความไม่ไพเราะ คำตอบก็คือ บรรเลงโดยนักดนตรีที่ไม่มีฝีมือหรือฝีมือไม่ถึง ไม่เอาใจใส่ในการบรรเลง บางครั้งเพียงถือว่าเป็นบทเพลงพิธีกรรม ทำตามหน้าที่ ทำซ้ำๆ อยู่จนไม่ใส่ใจ แล้วก็บรรเลงส่งเดชไปให้เสร็จ ความจริงบทเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ถูกเรียบเรียงไว้นั้นดีอยู่แล้วทุกฉบับ แต่พอนักดนตรีที่มีฝีมือไม่ถึง ไม่ใส่ใจที่จะบรรเลง จึงทำให้ผลงานที่บรรเลงออกมาไม่ไพเราะ

เนื่องจากท่านประธานองคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านชอบดนตรี ท่านเล่นดนตรี ท่านร้องเพลง แต่งเพลง โดยตำแหน่งหน้าที่แล้ว ท่านจะต้องฟังบทเพลงสรรเสริญพระบารมีบ่อยๆ และฟังหลากหลายรูปแบบอยู่แล้ว เมื่อพบว่าฉบับใดที่ชอบฟังและมีความไพเราะ ก็มีความปรารถนาที่จะได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับนั้น เพราะความไพเราะทำให้บทเพลงสมพระเกียรติและเป็นบทเพลงที่สง่างามของชาติ สำหรับเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้นเป็นบทเพลงที่มีความสง่างาม ฟังแล้วรู้สึกว่ามีความมั่นคง มีความฮึกเหิม มีความศรัทธา และฟังแล้วก็รู้สึกว่าประเทศไทยมีความเจริญ

เสียงคืออำนาจ เสียงเป็นพลังงาน พลังงานสร้างความเคลื่อนไหว เมื่อเกิดความเคลื่อนไหวก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงก็ทำให้เกิดการพัฒนา และการพัฒนาทำให้เกิดความเจริญ ดังนั้น ความไพเราะของเพลงสรรเสริญพระบารมี จึงทำให้เกิดความเจริญ อย่าลืมว่าความไพเราะอยู่ที่ไหน อำนาจก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ความไพเราะของเสียงจึงเป็นสัจนิยมที่ผู้มีอำนาจจะต้องมีไว้ประดับ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายของความเป็นนักปราชญ์ เครื่องหมายของผู้นำ หรือเป็นคุณสมบัติของผู้มีอำนาจ เสียงที่ไพเราะจึงมีความสำคัญมาก

มีทางออกให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในกรณีที่ท่านประธานองคมนตรีเลือกใช้บทเพลงฉบับที่บรรเลงโดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย ซึ่งผมเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบอยู่นั้น ถ้าหน่วยงานของรัฐต้องการให้บทเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นฉบับที่ใช้ในพระราชพิธี เป็นฉบับราชการ หรือเป็นฉบับมาตรฐานก็สุดแล้วแต่ เพื่อให้มีความไพเราะเหมือนกันทั่วประเทศ

ผมจึงขอเสนอทางออกให้กับหน่วยงานของรัฐที่ท่านรับผิดชอบดังนี้

โครงการปฏิวัติความไพเราะบทเพลงสรรเสริญพระบารมี ใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท โดยมอบหมายให้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นแม่งาน ทำหน้าที่ฝึกซ้อมบทเพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับที่ใช้บรรเลงโดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย แล้วนำไปเรียบเรียงโน้ตเพลงเพิ่ม เพื่อให้เหมาะสำหรับวงอื่น อาทิ วงขับร้องประสานเสียง วงโยธวาทิต วงดุริยางค์เครื่องเป่า และวงซิมโฟนีออเคสตรา โดยเชิญอาจารย์สอนดนตรีในมหาวิทยาลัย 40 สถาบัน ให้ส่ง (อาจารย์และนักเรียนดนตรี) สถาบันละ 10 คน รวม 400 คน เพื่อฝึกเป็นต้นแบบความไพเราะ ทั้งการบรรเลงและการขับร้องบทเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วมอบโครงการต้นแบบความไพเราะบทเพลงสรรเสริญพระบารมีให้แก่มหาวิทยาลัยทั้ง 40 สถาบัน ไปฝึกต่อให้โรงเรียนในพื้นที่เพิ่ม ให้ได้ 1,000 โรงเรียน โดยมอบงบประมาณไปให้สถาบันละ 5 แสนบาท (รวม 20 ล้านบาท)

ในระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม เปิดโอกาสให้โรงเรียนเข้ามาแสดง (ประกวด) บรรเลงหรือขับร้องบทเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่ละวงมีจำนวน 100 คน ไม่ว่าจะเป็นวงนักร้องประสานเสียงหรือเป็นวงดนตรี วงที่ได้รางวัลเหรียญทอง (90 คะแนนขึ้นไป) ได้รับรางวัล 1 แสนบาท ซึ่งคาดว่าจะมีโรงเรียนส่งเข้าประกวด 1,000 โรงเรียน หากมีรางวัลเหรียญทองได้ 600 โรงเรียน ก็ต้องใช้เงินรางวัล 60 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลืออีก 20 ล้านบาท ก็ใช้ในการบริหารจัดการ ค่าเช่าสถานที่ อาคารมหิดลสิทธาคาร ค่าประสานงาน ค่าตอบแทนกรรมการ (ผู้ทรงคุณวุฒิทางดนตรี 40 คน)

สรุปได้ว่าสามารถที่จะพัฒนาความไพเราะของเพลงสรรเสริญพระบารมีได้ภายในปีนี้ เพื่อให้ทันงานเฉลิมฉลอง 70 ปี การครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2559 นี้

เมื่อจบโครงการ ก็สามารถรับรองได้ว่ามีผู้ที่บรรเลงและขับร้องบทเพลงสรรเสริญพระบารมีได้ไพเราะถึง 1 ล้านคน จำนวน 1,000 โรงเรียน 40 มหาวิทยาลัย เฉลี่ยการลงทุน 100 บาทต่อคน ซึ่งไม่รวมความสุขของผู้ฟังที่ได้ยินบทเพลงสรรเสริญพระบารมีที่มีความไพเราะมากขึ้น ทำให้ประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น ทำให้คนไทยทั้งชาติรู้สึกปีติว่าประเทศเจริญขึ้น ที่สำคัญคือผู้ใหญ่ของแผ่นดินมีความสบายใจมากขึ้นที่ได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมีไพเราะ สุดท้ายได้โอกาสในการปฏิวัติความไพเราะของเพลงสรรเสริญพระบารมีให้สำเร็จ

อำนาจของความไพเราะจากบทเพลงสรรเสริญพระบารมีก็คือ ทำให้คนในสังคมมีทัศนคติที่ดีโดยไม่ต้องถูกเรียกไปปรับทัศนคติ