บทนำ 2ก.ย.62 : ผลจาก‘โพดุล’

หน่วยงานด้านน้ำ ได้แก่ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า เผยว่าพายุโพดุลได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ในช่วงวันที่ 31 สิงหาคม-1 กันยายน ผลจากพายุโพดุลทำให้เขื่อน แหล่งน้ำมีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะน้ำในเขื่อนหลักอย่างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่เดิมมีน้ำอยู่น้อยมาก จะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 100 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ จะมีน้ำเข้าเขื่อนไม่ต่ำกว่า 400 ล้าน ลบ.ม. เช่นเดียวกับเขื่อนแควน้อย ที่คาดว่าจะมีน้ำเข้าเขื่อน 90-100 ล้าน ลบ.ม.เช่นกัน ทำให้พื้นที่เกษตรมีน้ำหล่อเลี้ยง โดยเฉพาะนาข้าวที่กลัวกันว่าจะแห้งตายก่อนหน้านี้ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

จิสด้าระบุว่า ที่ผ่านมาหลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำจนเกือบเข้าขั้นวิกฤต การที่มีพายุเข้ามาแบบนี้ ถือว่าสร้างโอกาสให้เกษตรกรจำนวนมาก และเวลานี้จิสด้ากำลังจับตาดูพายุอีกลูกหนึ่งอยู่นอกชายฝั่งประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าอีกราว 10 วัน จะมีความชัดเจนว่าจะมีทิศทางอย่างไร แต่ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ เพราะเวลาอีก 10 กว่าวัน จะสามารถเตรียมการรับมือได้มาก และถือเป็นเรื่องปกติของช่วงฤดูฝนของประเทศไทยที่จะต้องมีพายุเข้าอย่างน้อย 2 ลูก มิฉะนั้นแล้วจะมีปัญหาเรื่องปริมาณน้ำที่จะต้องเก็บกัก

ผลจากพายุโพดุลที่ปรากฏในสื่อต่างๆ จะพบว่าประชาชนได้รับผลกระทบ เกิดความเสียหายต่อชีวิตทรัพย์สิน ล่าสุดที่ จ.ขอนแก่น น้ำท่วมถึงหลังคาบ้าน นอกจากนี้ ยังพบว่าถนนหนทางเสียหายเป็นจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย เป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะต้องเร่งช่วยเหลือ บรรเทาความเสียหายอย่างทันท่วงที ขณะที่ ส.ส.ต้องสำรวจความเสียหาย และประสานความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านของความเสียหาย ได้กลายเป็นโอกาสของเกษตรกร โดยเฉพาะนาข้าวที่ประสบปัญหาแล้งมาพักใหญ่ พายุโพดุลช่วยให้นาข้าวได้น้ำมาเป็นตัวช่วยในจังหวะสำคัญก่อนตั้งท้อง และเขื่อนต่างๆ ได้เก็บกักน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

บทความก่อนหน้านี้สนามรบ ณ แยกราชประสงค์ เมื่อ พ.ศ.2492 โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก
บทความถัดไปบทความ : เศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน : โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์