ไม่ว่าจะมองจากด้านการทหาร ไม่ว่าจะมองจากด้านการเมือง ไม่ว่าจะมองจากด้านการตลาด การหลบหนี เลี่ยงหลีกการตอบคำถามกรณี “ถวายสัตย์”
จะเป็นผลเสีย มากกว่าผลดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทุกย่างก้าวล้วนสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า เป็นการหลบเลี่ยงจากทางด้านของรัฐบาล
ถามว่าการปล่อยข้อมูล “ภารกิจ” หลุดมาจากไหน
ถามว่าการโยนหินถามทางในเรื่องความจำเป็นของการ “ประชุมลับ” จากพรรคพลังประชารัฐเป็นการโยนถามทางเพื่ออะไร
ใครเล่าจะรู้เรื่องภารกิจ “นายกรัฐมนตรี” ดีที่สุด
คำถามก็คือ ไม่ว่าการชี้แนะให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หนีสภา ไม่ว่าการประโคมในเรื่องภารกิจของนายกรัฐมนตรี และแนวโน้มของการประชุมลับ
มาจากสมองก้อนโตของ “กุนซือ” คนใด
ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะมองทางด้านการทหาร ไม่ว่าจะมองทางด้านการเมือง ไม่ว่าจะมองทางด้านการตลาด ที่แวดล้อมอยู่โดยรอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีมากมาย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เคยเป็นถึง “ผบ.ทบ.”
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็เคยเป็นถึง “ผบ.ทบ.” ทั้งยังเข้าดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคพลังประชารัฐ
มี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ เป็นกำลังสำคัญ
ยิ่งกว่านั้น ไม่ว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ว่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ไม่ว่า นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ก็ล้วนเป็นนักการตลาดตัวเอ้
แล้วปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ “เละ” ถึงขนาดนี้ได้อย่างไร
ภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งควรจะเป็นสุภาพบุรุษ จปร. ที่องอาจสง่างามในทางการเมือง กลับกลายเป็นคนที่ต้องหนียะย่าย พ่ายจะแจ
หวาดกลัวแม้กระทั่งการประชุมสภา
อาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์นับแต่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ท้วงติงเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม
ทุกสายตาก็ทอดมองไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ที่ นายชวน หลีกภัย ได้วินิจฉัยว่ากรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง
มิได้เป็นการชี้แนะให้หลบเลี่ยงการตรวจสอบ
ตรงกันข้าม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องใช้ความกล้าหาญในแบบ “ทหาร” มาบริหารจัดการเพื่อหาทางออกในทาง “การเมือง”
ขณะเดียวกัน ก็ช่วงชิงกลยุทธ์ทางด้าน “การตลาด” เพื่อสร้างภาพลักษณ์
แต่อาการอันปรากฏผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับแต่วันที่ 25 และ 27 กรกฎาคม เป็นต้นมา มิได้มีอะไรบ่งชี้ว่าได้ใช้ความจัดเจนในการบริหารจัดการเลย
ไม่ว่าการทหาร ไม่ว่าจะการเมือง ไม่ว่าจะการตลาด
ในห้วงก่อนการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจอาศัยการเตะถ่วง หน่วงยื้อในทางการเมืองมาเป็นอาวุธ
โดยเฉพาะการเตะถ่วง หน่วงยื้อ “การเลือกตั้ง”
แต่พลันที่เข้ามาสู่โหมดการเลือกตั้ง ผลที่ตามมาก็คือการหมดสิ้นไปของมาตรา 44 พร้อมกับอำนาจของ คสช.
กรณี “ถวายสัตย์” จึงชี้ชัดว่า ยุทธวิธีเดิม-เดิมไม่เป็นประโยชน์

