หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไม่ว่าลับหรือ...

ไม่ว่าลับหรือแจ้ง ต้องระวังอย่างยิ่ง : เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

6.09.19 | 13:00 น.

ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งเป็นสำคัญ ผู้ได้รับการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก หลังการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับการเลือกตั้งมากที่สุดจะชิงเป็นฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาล

หากไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับการเลือกตั้งจำนวนมากกว่าใคร แต่ทุกพรรคได้รับการเลือกตั้งแบบกระจัดกระจาย เช่นการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ไม่ปรากฏว่ามีพรรคการเมืองใดได้รับเลือกตั้งเกินกว่ากึ่งหนึ่ง พรรคการเมืองที่รวมตัวกันได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งจะชิงเป็นฝ่ายบริหาร

สำหรับประเทศไทย มีการนำเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแล้วลงคะแนนเสียงว่าจะเลือกใครเป็นนายก รัฐมนตรีโดยไม่ต้องมาจากพรรคการเมือง ดังที่ทราบเป็นประจักษ์อยู่แล้ว

เมื่อมีฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายรัฐบาล ธรรมเนียมของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในรัฐสภาจึงมีฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล และฝ่ายค้านเป็นสำคัญ
รัฐบาลจะทำอะไร หรือมีนโยบายใดต่อประชาชนต่อประเทศ ต้องนำเสนอผ่านตัวแทนประชาชน คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภา คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีการอภิปรายเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับนโยบายนั้น ซึ่งตามรัฐธรรมนูญไทยไม่ต้องลงมติ จึงไม่มีการอภิปรายไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ อภิปรายจบแล้ว ฝ่ายรัฐบาลนำนโยบายนั้นไปปฏิบัติตามปกติได้ทันที

ขณะเดียวกัน เมื่อนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งปฏิบัติผิดจากนโยบาย หรือที่อยู่ระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์ขณะนี้ คือ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามถ้อยคำที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งจึงไม่เห็นด้วย กลับเห็นว่า นายกรัฐมนตรีทำผิดไปจากรัฐธรรมนูญ จึงต้องยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอทราบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

Advertisement

ขณะนี้จึงเสนอให้มีการ “ซักฟอก” นายกรัฐมนตรีมาตอบคำถามถึงสาเหตุ หรือเหตุผลที่เกิดกรณีนั้นขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องทำหน้าที่แทนประชาชนซักถามนายกรัฐมนตรีถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น และจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความถูกต้อง หรือให้เป็นแบบอย่างต่อไปในภายภาคหน้า

ขณะเดียวกัน มีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารทางราชการถึงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ซึ่งมีข้อกำหนดว่า เรื่องการเปิดเผยเป็นปกติ เรื่องปกปิดเป็นข้อยกเว้น แม้ในรัฐสภา การจะอภิปราย “ลับหรือไม่ลับ” ต้องไปพิจารณาจากพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารด้วยว่า เรื่องใดที่เปิดเผยไม่ได้ หรือเรื่องใดมีชั้นความลับมากน้อยเพียงใด

เช่นเดียวกับการอภิปรายในรัฐสภา แม้ข้อบังคับในการอภิปรายจะเปิดโอกาสให้อภิปรายกันเต็มที่ ทั้งอาจต้องเปิดเผยความลับของบุคคล หรือหน่วยงาน หากไม่กระทบหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลในเรื่องส่วนตัว อาจกระทำได้โดยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทก็ตาม

กรณีการ “ซักฟอก” ถึงสาเหตุที่นายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญกำหนด ยังไม่มีใครทราบถึงเหตุผลที่แท้จริงว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และเกิดจากสาเหตุใด นอกจากนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น การจะ “ซักฟอก” เป็นการลับหรือไม่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกันเองต้องใช้วิจารณ ญาณว่าเป็นไปตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารหรือไม่ หรือละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล หรือทำให้เกิดความ
เสียหายอย่างไรหรือไม่ เพื่อให้การอภิปรายลับนั้นรู้เฉพาะในหมู่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น และหากมีผู้ใดนำมาเปิดเผยหรือเผยแพร่จะมีความผิดตามกฎหมายได้ พึงสำเหนียกไว้ให้จงหนัก

เพราะเหตุว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นแม้เป็นการถวายสัตย์ปฏิญาณตามรัฐธรรมนูญก็จริง แต่เป็นการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์โดยตรง ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง

เพราะการได้รับอภิสิทธิ์อภิปรายได้อาจกระทบบุคคลทั้งภายในและภายนอกรัฐสภาได้ ก็มิบังควรใช้อภิสิทธิ์นั้นกับสถาบันเพราะ “ห้ามผู้ใดละเมิดเป็นอันขาด” ไม่ว่าในทางแจ้งหรือทางลับ