“จตุโลกบาล” แปลว่าผู้พิทักษ์โลกทั้งสี่ เป็นชื่อของเทพสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นแรกสุด
สวรรค์ชั้นนี้มีเทพผู้ปกครองร่วมกันสี่องค์ มีนครหรือเมืองประจำอยู่ ณ ทิศทั้งสี่ จะขอเล่าไปตามลำดับดังนี้
เทพองค์แรกชื่อ “ธตรฐมหาราช” หรือท้าวธตรฐ เป็นผู้ปกครองประจำทิศตะวันออก เป็นหัวหน้าพวกคนธรรพ์
คนธรรพ์เป็นเทพจำพวกหนึ่ง มีความเชี่ยวชาญทานด้านดนตรีและศิลปะฟ้อนรำ และชำนาญในเพลงขับยิ่งนัก ว่ากันว่าลองได้ชื่อว่าเป็นคนธรรพ์อยู่แล้ว เล่นดนตรีเป็นทุกตัวตนทีเดียว สงสัยจะเป็นยังงี้ตั้งแต่เกิด
ทำให้นึกถึงพวกมองโกล ผมเคยไปประเทศมองโกเลีย มีกระโจมเป็นบ้าน เดิมเป็นเผ่านักรบที่เร่ร่อน ตอนหลังได้ตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเมือง จึงรู้จักตึกอยู่บ้าง แต่ก็เฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น ตามชนบทประชาชนยังอยู่กระโจม (เรียกตามภาษาของเขาที่ผมฟังได้ว่า “กีร์ต”) ไม่สร้างบ้านเรือนอยู่อย่างคนชาติอื่น
พวกมองโกลเชี่ยวชาญในการขี่ม้า ชีวิตเขาจะอยู่บนหลังม้า (และใต้ท้องม้า) เกือบค่อนชีวิตก็ว่าได้
ที่ว่าอยู่ใต้ท้องม้า หมายถึงเวลาม้าวิ่ง เขาจะเลื่อนลงมาแนบติดใต้ท้องม้า เหมือนปลิงเกาะท้องควายยังไงยังงั้น เขาทำได้อย่างไร?
ก็คงมีกรรมวิธีในการผูกอานให้ตัวแนบกับหลังม้าและท้องม้ากระมังครับ ผมไม่ทราบชัด
ชาวมองโกลขี่ม้าเป็นทุกคนไม่ว่าผู้หญิง ไม่ว่าเด็กเล็ก เด็กน้อย จนมีคำพูดว่า ขึ้นชื่อว่าชาวมองโกลแล้วต้องขี่ม้าเป็นมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ว่ากันขนาดนั้น
เช่นเดียวกันกับพวกคนธรรพ์เชี่ยวชาญในดนตรีการทุกตัวตน ตำราพูดถึงคนธรรพ์นามว่าสุธรรมา เป็นมือกลองระดับเก๋า อีกผู้หนึ่งนามพิมพสุรกะ มีความเชี่ยวชาญในการตีกลองหน้าเดียวได้วิเศษระดับเอตทัคคะ
เวลามีประชุมสภาเทวดา พวกคนธรรพ์เหล่านี้ก็จะไปจัดคอนเสิร์ตให้เหล่าเทพยดาชมกันสนุกสนาน
พูดแล้วก็อยากจะไปดูเขาสักครั้งนะครับ แต่ไม่รู้จะจองตั๋วได้ที่ไหน…ฮิฮิ
คนธรรพ์ที่ชื่อโด่งดังมากตนหนึ่งชื่อปัญจสิขะ (แปลว่าห้าแหยม) ที่เรียกเช่นนี้เพราะแกไว้ผมแกละห้าแหยม แกมีฝีมือในการดีดพิณเป็นเลิศ แต่งเพลงขับและขับเพลงก็เก่ง ว่ากันว่าพระอินทร์ซึ่งเป็นใหญ่อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์โปรดปรานแกมาก เรียกแกไปดีดพิณขับให้ฟังเป็นประจำ
ถ้าเป็นมนุษย์ แกก็คงไปประจำอยู่ตามร้านอาหารดังๆ ทำเงินได้ไม่เบาเลยเชียว
พระไตรปิฎก คัมภีร์ของพุทธศาสนาให้เกียรติบันทึกเรื่องราวรวมทั้งเพลงรักของปัญจสิขะไว้ด้วย คิดดูก็แล้วกันว่าท่านผู้นี้ดังระเบิดขนาดไหน
สาเหตุที่ท่านผู้นี้มาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาน่าสนใจ จึงขอ “แวะ” ตรงนี้สักประเดี๋ยว
เนื่องมาจากพระอินทร์จอมเทพชั้นดาวดึงส์มีความกลุ้มอกกลุ้มใจ กลัวตัวเองจะหลุดจากตำแหน่งจอมเทพ เพราะบุญใกล้จะหมด เห็นเทพหนุ่มๆ องค์อื่นกำลังเปล่งประกายจะขึ้นมาทาบรัศมีก็ประหวั่นพรั่นพรึงใจ ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นครูแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายทรงมีพระญาณแก่กล้าอาจช่วยท้าวเธอได้ จึงอยากจะเข้าเฝ้าเพื่อทูลขอคำแนะนำ
แต่เนื่องจากตนไม่เคยเข้าเฝ้าพระองค์ จึงวานปัญจสิขะช่วยพาไป ปัญจสิขะให้พระอินทร์รออยู่ก่อน ตนเองล่วงหน้าไปก่อน เพื่อไปกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พอดีช่วงนั้นพระพุทธองค์กำลังเข้าฌานสมาบัติอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ปัญจสิขะไม่กล้ารบกวนจึงถอยออกมารออยู่นอกถ้ำ
หยิบพิณขึ้นมาดีดขับเพลงคลอเบาๆ เพื่อฆ่าเวลา
เสียงพิณแว่วเข้าไปยังถ้ำ ขณะพระองค์เสด็จออกจากฌานสมาบัติพอดี เมื่อปัญจสิขะเข้าไปกราบทูล พระพุทธองค์ตรัสถามว่า
“เธอขับเพลงได้ไพเราะดี เนื้อหาก็แปลก ไปเรียนมาจากไหน”
“ข้าพระองค์แต่งเอง พระเจ้า” ปัญจสิขะกราบทูล
แล้วได้เล่าเบื้องหลังของเพลงนี้ให้พระองค์ฟังว่า
“ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้ว ขณะที่พระองค์ประทับนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์ก่อนจะตรัสรู้นั้น ข้าพระองค์ผ่านไปเห็นพระองค์พอดี เห็นพระพักตร์อันเอิบอิ่มของพระองค์ ทำให้นึกถึง ‘สุริยวัจฉสา’ลูกสาวหัวหน้าคนธรรพ์ที่ข้าพระองค์หลงรักขึ้นมาทันที แปลกที่เห็นพระพักตร์ขององค์ผู้แสวงหานิพพานแล้วทำให้นึกถึงใบหน้าของสาวคนรัก ข้าพระองค์จึงได้แต่งเพลงรับบทนี้ขึ้น ดังที่ได้ขับไปเมื่อครู่นี้”
จากนั้นปัญจสิขะก็ให้อาณัติสัญญาณให้พระอินทร์ทราบ พระอินทร์จึงได้เสด็จมาเข้าเฝ้า ทูลถามปัญหาข้อข้องใจของตน
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมให้พระอินทร์ฟัง ว่ากันว่าพระอินทร์ได้มอบตนเป็นสาวกของพระพุทธองค์ตั้งแต่บัดนั้น
ผลจากการฟังธรรมครั้งนั้น พระอินทร์ได้มีบุญญาธิการเพิ่มขึ้น “ได้เปลี่ยนจากความเป็นท้าวสักกะแก่ กลายเป็นท้าวสักกะหนุ่มทันที”
พระบาลีเขียนไว้อย่างนี้ กลับเป็นคน เอ๊ย เทวดาหนุ่มกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที ว่าอย่างนั้นเถอะ
ว่าจะคัดลอกเพลงรักของปัญจสิขะมาให้อ่าน ก็ไม่มีเนื้อที่ ขอยกมาพอเป็น “แซมเปิล” เพียงสองบทดังนี้
“สุริยวัจฉสาเอย
ข้ารักและปรารถนาเจ้าอย่างสุดซึ้ง
ดังหนึ่งพระศากยมุนีมีสติรปรีชาชาญ
บำเพ็ญฌานสมาธิจิต
ปรารถนาอมฤตนฤพาน
ผิรักข้าสัมฤทธิ์
ได้ครองรักสนิทกับเจ้าไซร้
ดวงเจ้าข้าพึงเกษมเปรมปรีดิ์
ดังหนึ่งพระมุนีพึงปราโมทย์
เมื่อบรรลุสัมโพธิอุดมญาณ”
เพลงนี้มิใช่เพลงรักประโลมโลกเพียงอย่างเดียว หากแต่เปรียบเทียบความรักระดับโลกีย์กับธรรมะ ให้ข้อคิดทางธรรมลึกซึ้ง
อย่างนี้นี่เล่า ท่านจึงให้เกียรติบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก

