ผลเสียจากเจตนาดี โดย ศุกร์ มังกร

พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องของ ภาณุพงศ์ ชูรักษ์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญใช้บังคับไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง

ศาลชี้การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมืองของคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์

อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47(1) ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้ ตามมาตรา 46 วรรคสาม

นอกจากนี้ยังระบุอีกว่าไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

เสมือนทุกอย่างจบแต่กลับไม่จบ!

ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 18 กันยายน ว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามกำหนดวาระปกติของสภา

ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นไม่รับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่นั้นไม่เกี่ยวกับการทำงานของสภา

การอภิปรายแบบไม่ลงมตินี้เป็นเรื่องการตรวจสอบทางกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เขียนกำหนดไว้ว่า ส.ส.มีสิทธิอภิปราย ซักถาม เสนอแนะ และให้คำแนะนำ

ซึ่งการอภิปรายก็จะเป็นไปตามกรอบข้อบังคับการประชุมสภา

ขณะที่ ส.ส.ซีกรัฐบาลดักคอ หากฝ่ายค้านยังเดินหน้าอภิปรายต่อก็จะเป็นความเสี่ยง ที่จะกระทำการขัดรัฐธรรมนูญและอาจมีฝ่ายตรวจสอบยื่นเรื่องให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

พร้อมย้ำองค์กรตามรัฐธรรมนูญรวมถึงสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่มีอำนาจใดจะตรวจสอบได้

จึงขอเตือนด้วยความเป็นห่วงว่าหากยังเดินหน้าทำในเรื่องที่ไม่มีอำนาจเชื่อว่าผู้ที่ลงชื่อเสนอญัตติจะถูกองค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบหรือฟ้องร้องแน่นอน

เป็นเจตนาดีแต่ไม่แน่ใจว่าจะมีผลดีหรือผลเสียต่อรัฐบาลมากน้อยกว่ากัน?!

อย่าลืมว่าฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ตรวจสอบน่าจะเป็นผลดีต่อรัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศจะได้ชี้แจง “เหตุ” และ “ผล” ต่อฝ่ายนิติบัญญัติ

และเป็นโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์จะได้ชี้แจงปมถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบและเพิ่มเติมข้อความเข้าไปเพราะอะไร?

ซึ่งจะได้รับรู้รับทราบไม่เฉพาะบรรดา ส.ส. หากแต่ประชาชนทั่วไปจะได้รับรู้ไปพร้อมๆ กัน

ข้อเคลือบแคลง สงสัยต่างๆ นานาจะได้จบสิ้น

ที่สำคัญถือเป็นการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่จะชี้แจงข้อสงสัย ขณะที่ฝ่ายค้านเองก็ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบด้วย “หลักการ” และ “เหตุผล”!?

เป็นความงดงามของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร เพราะอย่าลืมว่านับตั้งแต่ฝ่ายค้านท้วงติงปมถวายสัตย์มานานหลายเดือน ยังไม่มีการอภิปรายชี้แจงอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ที่อาจเบี่ยงเบนไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้

ดังนั้นการอภิปรายแบบไม่ลงมติในวันที่ 18 กันยายนนี้ น่าจะเป็นผลดีต่อรัฐบาลและสภาผู้ทรงเกียรติ ที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีศักดิ์มีศรี

เจตนาดีของบรรดา ส.ส.-ส.ว.ออกมาตีกันอาจจะเป็นผลเสียต่อ พล.อ.ประยุทธ์เสียมากกว่า

ณ เวลานี้ ปัญหาต่างๆ ที่ยังถาโถมเข้าใส่รัฐบาลไม่เว้นแต่ละวันทั้งเรื่อง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ทั้งคุณสมบัติ-จริยธรรม-ความเหมาะสม

ปัญหา “น้ำท่วม” ที่ชาวบ้านเดือดร้อนกันทั่วหน้า การแก้ปัญหายังไม่กระเตื้อง รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี’63 ก็ยังไม่เสนอเข้าสู่สภา

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ศรัทธา และเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากยังคงปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังโดยไม่ชี้แจง!?!

บทความก่อนหน้านี้เหยี่ยวถลาลม 17ก.ย.62 : ท่วมจม-จนท่วม
บทความถัดไปเรียงคนมาเป็นข่าว วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ.2562 โดย : นิวรอน