เห็นหรือยังว่า เศรษฐกิจตกต่ำได้เกิดขึ้นแล้ว : สมหมาย ภาษี

วันนี้มีความรู้สึกว่าไม่อยากเขียนอะไรหนักๆ อยากเขียนแบบเบาๆ แต่เมื่อนึกหัวข้อที่จะเขียนให้ท่านผู้อ่านได้ความคิดความเห็นที่ดีมีอารมณ์ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงเรื่องที่จะเป็นความทุกข์ยากของประชาชนคนไทย มองไปทางไหนก็เห็นแต่เรื่องนี้ ดังนั้น ถ้ายังตั้งใจจะเขียนบทความที่สามารถให้ท่านผู้อ่านได้ความรู้และความคิดด้วยกัน ก็ต้องไม่กลัวเรื่องหนัก แต่ก็อยากจะวอนขอให้ท่านผู้อ่าน โปรดอย่าคิดหนักตามไปด้วยนะครับ บางทีอาจต้องคิดว่าในภาวะเช่นนี้ ในโลกทุกวันนี้ ในยุคที่ประเทศไทยมีนักการเมืองแบบนี้ มันเป็นกรรมของคนไทยทุกคน เป็นสิ่งที่เราหนีมันไม่พ้น ต้องยอมรับและช่วยเฉลี่ยทุกข์กรรมกันไปก็แล้วกันนะครับ

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความ 2 เรื่องติดต่อกันในหัวข้อ “เศรษฐกิจตกต่ำมาแน่” โดยแบ่งเป็น 2 ภาค วันนี้ใคร่จะขอเขียนเพิ่มเติมว่า อะไรที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังตกต่ำ หรือกำลังถดถอย (Recession)

เบื้องต้นควรมองไปที่ภาพกว้างทั่วโลก ไม่ว่าในสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย ทุกประเทศต่างก็ประสบภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำกันถ้วนหน้า มีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง ประเทศต่างๆ ทั้งประเทศใหญ่อย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เยอรมนี และกลุ่มประเทศในยุโรป ที่ออกข่าวบอกกันตรงๆ ว่าเศรษฐกิจถดถอยแล้ว แม้เศรษฐกิจจะเดินหน้าไป แต่ไม่ได้มีการเติบโตขึ้น ตรงกันข้ามกลับขยายตัวน้อยลง ซึ่งก็คือถดถอยหรือ GDP ติดลบ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในขณะที่หลายประเทศบอกชาวโลกและประชาชนของเขาว่า ตอนนี้ประเทศเขากำลังมีภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว แต่ประเทศไทยเรา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ กลับพูดว่ายังเดินหน้าไปได้ ประมาณการทางเศรษฐกิจที่ออกมา ก็แค่ให้ลดลงครึ่งเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น ปฏิกิริยาที่ออกมาจะว่าเป็นนิสัยคนไทย หรือนิสัยของรัฐบาลไทย ที่มักไม่ยอมรับความจริงที่เห็นตำตาอยู่ มีหลักฐานโทนโท่อยู่ ยังบอกว่าไม่เป็นเช่นนั้น ยังรับกันได้อยู่ เรื่องไม่บอกความจริงแก่ประชาชนสำหรับประเทศไทยเรา มีให้เห็นกันบ่อยๆ ตั้งแต่ระดับรัฐบาลจนถึงข้าราชการระดับล่าง

สิ่งที่บอกว่าเศรษฐกิจถดถอยลงทั่วโลก หากสนใจข่าวคราวจะพบเห็นได้ทุกวัน อันดับต้นๆ คือราคาน้ำมันดิบที่มีแต่ลดลง

ทำไมถึงลด ก็เพราะคนใช้น้ำมันน้อยลง น้อยลงไม่ใช่เพราะมีรถใช้พลังงานไฟฟ้าออกมานั่นแค่นิดหน่อย แต่ที่กระทบการใช้น้ำมันของโลกอย่างมากขณะนี้ คือการผลิตที่น้อยลงในทุกอุตสาหกรรมการลดกำลังผลิตลงเป็นเรื่องที่ต้องทำทั่วโลกในขณะนี้ เพราะถ้าผลิตออกมามากก็ขายไม่ออก

เมื่อการใช้น้ำมันลดลง ราคาน้ำมันก็ตก เราจึงได้ยินข่าวประเทศที่ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางนับตั้งแต่ประเทศซาอุดีอาระเบียที่เพิ่งตั้งรัฐมนตรีน้ำมันคนใหม่ สิ่งแรกที่เขาแสดงออก คือพูดยืนยันเรื่องการลดกำลังการผลิต ซึ่งต่อมาประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่นๆ ก็ประกาศจะลดการผลิตตามกันเป็นแถว

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวชี้ว่าเศรษฐกิจตกต่ำที่มีการประกาศออกมามากมายหลายประเทศ คือการประกาศลดดอกเบี้ย สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี กลุ่มอาเซียนรวมทั้งไทย ต่างก็ได้ประกาศลดดอกเบี้ยลงกันถ้วนหน้า ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กันยายน ธนาคารกลางของยุโรป หรือ ECB Mr.Mario Draghi ตัวประธานกรรมการที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งได้ออกมาแถลงการณ์เอง ถึงมาตรการทางการเงินต่างๆ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลดดอกเบี้ยค่อนข้างมาก

สิ่งที่เห็นชัดที่สุดที่แสดงให้เห็นว่า ขณะนี้มีแต่การถดถอยด้านเศรษฐกิจอย่างมาก คือการส่งออกติดลบที่เกิดขึ้นทั้งโลก มีข่าวที่สรุปให้เห็นชัดเจนว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2562 นี้ ปรากฏว่าการส่งออกติดลบกันถ้วนหน้า สหรัฐติดลบ 0.1% สิงคโปร์ติดลบ 3.5% ญี่ปุ่นติดลบ 6.2% เกาหลีเหนือติดลบ 7.4% และจีนก็ติดลบด้วยอย่างแน่นอน เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยเรานั้นไม่แพ้ประเทศอื่นอยู่แล้วในเรื่องการส่งออก ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ในช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 8 เดือนของปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อน การส่งออกติดลบไปแล้ว 6 เดือน ซึ่งอาจคาดเดาได้ว่าอีก 4 เดือนที่เหลือของปีก็คงติดลบเช่นกัน

ท่านผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์การส่งออกไทยในปี 2562 นี้ว่าจะหดตัว -064% ซึ่งจะเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับเป็นการท้าทายรัฐบาลเลือกตั้งตั้งแต่เริ่มเข้ามา
บริหารประเทศเสียจริงๆ

มาถึงตอนนี้เรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการส่งออกของไทย ไม่ใช่ว่าสิ้นปีติดลบถึง 2-3% หรือไม่ แต่ควรดูว่ารัฐบาลนี้จะมีปัญญาและพลังในการแก้ไขการถดถอยของการส่งออกได้อย่างไร ซึ่งในตอนนี้ไม่ได้ยินได้ฟังเป็นสาระเลยว่ารัฐบาลนี้กำลังคิดทำอะไรกันอยู่ การประกันราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและรากหญ้านั้น มันคนละเรื่องกับการส่งเสริมการส่งออก ชาวไร่ชาวนาอาจมีรายได้เข้ากระเป๋ามากขึ้นจากการประกันราคาพืชผล แต่ประเทศอาจเจอกับการขยายตัวที่แย่ลง แม้ GDP ปีนี้ไม่ถึงกับติดลบ แต่ถ้าไม่ถึง 2% อย่างนี้สถานะทางเศรษฐกิจของประเทศคงจะไปกันใหญ่นะครับ

สิ่งที่ตอกย้ำสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ภาวะอัตราเงินเฟ้อต่ำของไทยปีนี้อาจไม่ถึง 1% ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในขณะนี้บางประเทศอัตราเงินเฟ้อติดลบ ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำติดพื้น ทำให้เงินฝากธนาคารบางประเภทถึงกับติดลบด้วย อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำนี้กระทบด้านการเงินอย่างแน่นอนปกติการบริหารด้านการเงินของธนาคารกลางทุกประเทศจะต้องวางเป้าหมายเรื่องเงินเฟ้อเอาไว้ เพื่อเป็นกรอบในการบริหารอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลื่ยน และปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อใดที่อัตราเงินเฟ้อหลุดกรอบ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องเจองานหนักอย่างแน่นอน

เมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้เกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดตามมาให้เห็นเหมือนการเตะเข้าชายโครงรัฐบาล ก็คือ การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้ามาก รายได้ที่จะลดลงก่อนคือภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีแวต (VAT) ซึ่งเป็นภาษีที่สำคัญที่สุดของประเทศ เป็นภาษีที่เก็บจากการบริโภคและการใช้จ่ายของประชาชนและธุรกิจ รวมทั้งจากสินค้านำเข้า และเป็นภาษีที่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าปรับเพิ่มจาก 7% นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540

เมื่อเร็วๆ นี้ ท่านอธิบดีกรมสรรพากร ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้กล้าพูดความจริงจากการทำจริงในตำแหน่งหน้าที่การงาน ได้เปิดเผยว่า การจัดเก็บภาษีแวตมีอัตราเพิ่มน้อยลงในไตรมาสแรกของปี 2562 นี้ พอมาไตรมาสสองเก็บได้เพิ่มจากปีก่อนเพียง 0.4% เดือนมิถุนายนหดตัวหรือติดลบ 5.6% กรกฎาคมติดลบหนักขึ้นเป็น 9.1% ทำให้ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาติดลบ 2.1% คาดได้ว่าปีนี้จะต่ำกว่าเป้าแน่นอน แล้วรัฐบาลจะเอาอะไรกิน

สิ่งสำคัญสุดท้ายที่ขาดเสียมิได้ที่จะต้องเกิดขึ้นในกรณีของการเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ คือ การเบ่งบานของหนี้เสียของสถาบันการเงิน หรือที่เรียกว่า เอ็นพีแอล (NPL) ตัวเอ็นพีแอลนี้เปรียบได้กับมะเร็งทางเศรษฐกิจ กล่าวคืออาการไม่ออกมาให้เห็นกันในตอนเกิดภาวะถดถอย ไม่เหมือนเรื่องการตกต่ำของราคาน้ำมัน ไม่เหมือนเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย ไม่เหมือนเรื่องการติดลบของการส่งออก และไม่เหมือนการจัดเก็บภาษี แต่ภาวะเลวร้ายของเอ็นพีแอลนั้นจะยังฝังตัวอยู่เงียบๆ แล้วจะโผล่มาหลังอย่างอื่นเมื่อรู้ก็จะมักจะมีอาการหนักแล้ว ต้องเข้าห้องไอซียูอย่างเดียว

บทความก่อนหน้านี้พณ.เปิดตัวบิ๊กดาต้า นำร่องรู้ลึก5พืชเศรษฐกิจ สู่การลดปัญหา-ขยายส่งออก
บทความถัดไปมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย