คุณภาพคือความอยู่รอด ตอน นโยบายหรือโครงสร้างสู่ยุค 4.0 : โดย วิฑูรย์ สิมะโชคดี

21.09.19 | 14:32 น.

หลายต่อหลายครั้ง ที่เกิดความสับสนในหมู่นักวิชาการและผู้บริหารระดับสูงว่า “นโยบาย และ โครงสร้าง” (ขององค์กร) อันไหนควรมาก่อนกัน

เพราะมีคำถามเสมอว่า เมื่อมีโครงสร้างใหม่ นโยบายต้องเปลี่ยนตามโครงสร้างหรือไม่ หรือโครงสร้างจะต้องเปลี่ยนตามนโยบายใหม่หรือไม่ เพราะเชื่อกันว่า “โครงสร้าง” ใหม่ๆ ขององค์กร ก็จะตอบสนองต่อ “นโยบาย” ใหม่ๆ เป็นการเฉพาะเท่านั้น การใช้โครงสร้างเดิมจะไม่ได้ผลต่อไป ดังนั้น เมื่อนโยบายขององค์กรเปลี่ยนไป ก็ควรจะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการตอบสนองนโยบายใหม่ๆ เพราะโครงสร้างเดิม (โครงสร้างเก่า) ก็จะตอบสนองนโยบายเดิมเท่านั้น

แม้ว่าโครงสร้างควรจะต้องปรับเปลี่ยนใหม่ตามนโยบายใหม่ แต่ในความจริงแล้วองค์กรต่างๆ มักจะใช้ “โครงสร้างมาตรฐาน” ที่สามารถใช้ได้กับทุกนโยบาย (ในที่นี้โครงสร้างคือ ผังองค์กรที่แบ่งเป็นหน่วยงานต่างๆ ตามหน้าที่ความรับผิดชอบและกำหนดผู้กำกับดูแลแต่ละหน่วยงานเพื่อจะได้ตอบสนองวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายขององค์กร) โครงสร้างอาจไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนใหม่เลยทั้งหมด เพราะอาจใช้โครงสร้างเดิมหรือปรับเปลี่ยนเพียงบางส่วนที่ตอบสนองนโยบายใหม่ได้

แต่เรื่องที่สำคัญก็คือ การได้คิดพัฒนาถึงความเหมาะสมของโครงสร้างที่มีอยู่ (หรือใช้อยู่) ว่ามีความเหมาะสมสอดรับกับนโยบายใหม่หรือไม่ (ยังจะได้ผลไหม หรือ จะได้ผลที่มากน้อย เป็นต้น)

ดังนั้น ขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งมั่นในการปรับยกระดับอุตสาหกรรมไทยตามนโยบาย “Thailand 4.0” เราก็ควรจะได้พิจารณาถึง “โครงสร้าง” ที่สอดรับหรือเกื้อหนุนให้เกิดอุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบาย “Thailand 4.0” อย่างแท้จริง

Advertisement

วันนี้ผมขอยกตัวอย่างของ “แนวทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม” ที่ประสบความสำเร็จของประเทศญี่ปุ่น (เมื่อหลายปีก่อนเข้าสู่ยุค 4.0) เพราะเห็นว่ายังน่าสนใจ ดังนี้

(1) ความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และ นักวิชาการ (Synergy) คือ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรจะต้องใกล้ชิดและแน่นแฟ้นกันมากยิ่งขึ้น และร่วมกันสร้าง “จิตสำนึกแห่งการปรับปรุง” เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประเทศชาติ

(2) การสร้างองค์กรธุรกิจอุตสาหกรรม สมาคมวิชาการและองค์กรบริหารอุตสาหกรรม (เช่น สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า เป็นต้น) คือ การสร้างตัวเชื่อมภาครัฐและภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน โดยถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และร่วมกันกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์

(3) การให้ความสำคัญกับงานด้านวิศวกรรม และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ คือ การใช้ข้อมูลตัวเลขจริงในการแก้ปัญหาและตัดสินใจแทนการใช้ “ความรู้สึก” หรือความคิดเห็นที่ขาดการยืนยันหรือพิสูจน์ได้จริง รวมถึงการบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ

(4) การกำหนด “วิสัยทัศน์ของโครงสร้างอุตสาหกรรม” คือ การจัดทำ “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจนเข้าใจง่ายและมีโอกาสในการบรรลุเป้าหมาย

ว่าไปแล้ว ในวันนี้ เราได้ทำสิ่งต่างๆ ที่ควรทำเกือบหมดแล้ว จะขาดก็แต่ “การบูรณาการความร่วมมือ” ของทุกภาคส่วนและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อร่วมด้วยช่วยกันอย่างมุ่งมั่นไปสู่ “Thailand 4.0” ครับผม!

วิฑูรย์ สิมะโชคดี