แรกที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ออกมาแสดงความคาดหมายว่าอาจจะไม่มีการทำ “ประชามติ” ในวันที่ 7 สิงหาคม
ผู้คนต่างไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย
เกจิการเมืองระดับรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่าง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ถึงกับฟันธงด้วยความมั่นใจเป็นอย่างสูงว่า
อิมพอสสิเบิ้ล เป็นไปไม่ได้
กระนั้น เมื่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินรับลูกจากข้อเสนอของกลุ่ม นายจอน อึ๊งภากรณ์ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ
ส่งมาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ”
หลายคนเริ่มคิดหวนทวนไปยังการวิเคราะห์เชิง “คาดหมาย” โดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.อีกคำรบหนึ่ง
เพราะเริ่มได้ยินเสียง “เลื่อน” ดังมาจาก “คสช.”
ขณะเดียวกัน ก็บังเกิดความระลึกชาติไปยังบทบาทของ นายพรเพชร วิชิตชลชัย เมื่อครั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ในการเสนอยื่นตีความให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ
จึงเริ่มมอง “ประชามติ” ด้วยสายตาที่ “ไม่แน่ใจ”
จะทำความเข้าใจต่อความรู้สึกในลักษณะอันก่อรูปเป็น “กระแส” ต่อกระบวนการทำ “ประชามติ” ได้อย่างสมบูรณ์ รอบด้านมากยิ่งขึ้น
จำเป็นต้องคิดถึงสถานการณ์ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ถามว่าปฏิบัติการหักดิบ “คว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อันส่งตรงจาก คสช.ไปยัง สปช.เมื่อเดือนกันยายน 2558 มีมูลเชื้อและเป้าประสงค์อย่างไร
คำตอบ 1 เพื่อหลีกเลี่ยง “ประชามติ”
คำตอบ 1 ดำเนินไปอย่างที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ขบคิดและใคร่ครวญจากเดือนกันยายน 2558 กระทั่งมาถึงเดือนมกราคม 2559
นั่นก็คือ “เขาอยากอยู่ยาว”
แท้จริงแล้ว ปฏิบัติการหักดิบโดยใช้มติที่ประชุม สปช.คว่ำ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็เพื่อเป้าหมาย 2 ประการนั้น
เพราะเมื่อคว่ำแล้วจึงจะหลีกเลี่ยง “ประชามติ” ได้
ขณะเดียวกัน กระบวนการคว่ำก็อาศัยเป็นเงื่อนไขในการนำไปสู่การแต่งตั้ง “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และสร้างความชอบธรรมในการขยายเวลาของโรดแมปออกไป
นั่นก็คือ สนองต่อแนวทาง “อยากอยู่ยาว”
จากนี้จึงเห็นได้ว่า เส้นเลือดใหญ่แห่งปฏิบัติการ “คว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เมื่อเดือนกันยายน 2558 ก็คือ
ต้องการหลีกเลี่ยงกระบวนการ “ประชามติ”
ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการเมื่อเดือนกันยายน 2558 ไม่เพียงแต่ยืดเวลาของการทำ “ประชามติ” ออกไปเท่านั้น หากแต่ทำให้สามารถยืดเวลาของ “โรดแมป” อีกด้วย
แต่ถึงอย่างไรก็มิอาจหนีกระบวนการ “ประชามติ” ได้พ้น
จากเดือนกันยายน 2558 เมื่อมีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กระทั่งมี “ร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ต้องมีการทำ “ประชามติ” ในเดือนสิงหาคม 2559
ไม่มีหนทางอื่น
แม้จะมีความพยายามผ่านกระบวนการ “ปรับทัศนคติ” ผ่านกระบวนการกวาดล้าง “ผู้มีอิทธิพล” ผ่านกระบวนการแห่ง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ที่ดำเนินไปอย่างมัดมือชก เปิดทางให้อย่างเต็มที่กับการเคลื่อนไหว “รับ” ปิดกั้นอย่างเต็มที่กับการเคลื่อนไหวของฝ่าย “ไม่รับ”
แต่ก็ใช่ว่าเส้นทางจะราบรื่น เหมือนยืนอยู่บนเนินเขา
มีอุปสรรค มีปัญหาเกิดขึ้นตลอด 2 รายทางอันทำให้กระบวนการ “ประชามติ” อาจไม่เป็นไปอย่างที่มุ่งมาด คาดหวังและปรารถนา
อาจ “ไม่ผ่าน” มากกว่าที่จะ “ผ่าน”
แนวทางเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 จึงเริ่ม “โผล่” แนวทางเมื่อเดือนกันยายน 2558 จึงเริ่ม “เผยแสดง”
ภายในความแน่นอนแห่ง “อำนาจ” ในมือของ คสช.และรัฐบาล ก็เริ่มมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นและดำรงอยู่
ไม่ว่าจุดอ่อนอันมาจาก “คำถามพ่วง” ไม่ว่าจุดอ่อนอันมาจากมาตรา 61 วรรคสอง ไม่ว่าผลสะเทือนอันมาจากการบริหารจัดการอย่างไม่ลงตัวในการอันเกี่ยวกับพุทธศาสนา
ล้วนเป็น “ปัจจัยถ่วง” ล้วนสามารถเป็น “ตัวแปร” ก่อให้เกิดภาวะพลิกผันได้

