เพื่อแก้ปัญหาขาดน้ำต้นทุนของภาคอีสาน ในฤดูแล้งได้ถาวรด้วยการผันน้ำจาก สปป.ลาว ระยะทาง 18 กิโลเมตร จากปากแม่น้ำงึมผ่านอุโมงค์ผันน้ำลอดใต้แม่น้ำโขงออกลุ่มน้ำห้วยหลวงหนองคาย ต่อด้วยคลองส่งน้ำเข้าหนองหานกุมภวาปี และผันลงสู่อ่างเก็บน้ำลำปาว กาฬสินธุ์ เข้าระบบส่งน้ำตามธรรมชาติ แม่น้ำชี-มูล กระจายสู่ไร่-นา ต่อไป
ปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถผันได้ตลอดปีประมาณ 2,000 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้งน้ำที่ผันมาจะเพิ่มความสามารถพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรอุตสาหกรรมของภาคอีสานได้มาก แก้ปัญหาภัยแล้งได้อย่างถาวร เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นช่วยเศรษฐกิจ-สังคม และการเมืองให้ดีขึ้นมาก ประเทศไทยโดยภาพรวมได้ประโยชน์ทันกับการแข่งขันและขยายตัวของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านลุ่มน้ำโขง และประเทศในกลุ่มอาเซียน
การลงทุนโดยภาคเอกชนในการก่อสร้างโครงการผันน้ำน้ำงึม-ห้วยหลวง ในประเทศ สปป.ลาว เหมือนกับการลงทุนสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในประเทศลาวมาขายให้แก่ประเทศไทย รัฐบาลไทยไม่ต้องใช้งบประมาณลงทุนเพียงตั้งงบประจำปี ชำระค่าน้ำรวมการขนส่งที่เอกชนบริหารและร่วมทุนกับรัฐบาล สปป.ลาว
การก่อสร้างโครงการผันน้ำห้วยหลวง-ลำปาวในส่วนของประเทศไทย ซึ่งจะดำเนินการโดยรัฐบาลไทยเพื่อนำน้ำที่ผันมาจากประเทศลาว ส่งเข้าสู่อ่างเก็บน้ำลำปาวและระบบกระจายน้ำต่างๆ นั้น จะสิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 7,200 ล้านบาท (ไม่รวมค่าก่อสร้างระบบกระจายน้ำ) มีระยะเวลาก่อสร้างโครงการ 4 ปี
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ สามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 3,000,000 ไร่ โดยส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในฤดูแล้งได้ประมาณ 1,000,000 ไร่ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน โดยมีราษฎรที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 300,000 ครัวเรือน นอกจากนั้นยังมีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคอย่างพอเพียง และมีน้ำสำรองสำหรับอุตสาหกรรม ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต สร้างงานในชุมชน ลดการอพยพแรงงานเข้าสู่เมือง
ในการดำเนินการดังกล่าวต้องการความสนับสนุนจากรัฐบาล เรื่องการตลาดที่แน่นอนข้อตกลงซื้อน้ำรวมการขนส่ง ในราคายุติธรรมกับโครงการการลงทุนและสามารถแก้ปัญหาวิกฤตภัยแล้งของภาคอีสาน
1.หลักการและเหตุผล
ลุ่มน้ำหลักในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ประกอบด้วยลุ่มน้ำโขงอีสาน ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูล มีพื้นที่ถือครองทำการเกษตร 57.9 ล้านไร่ แต่ก็มีพื้นที่ชลประทานเพียง 9.5 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 16.5 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด รวมทั้งมีความขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในทุกจังหวัดเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่ค่อนข้างราบ ทำให้ไม่สามารถก่อสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่สำหรับเก็บสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องหาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติม เพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้งานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2.แนวทางการหาน้ำต้นทุนเพิ่มเติม
เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านภูมิภาคประเทศของภาคอีสานที่ไม่สามารถสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง เพิ่มเติมเพื่อเก็บน้ำได้อย่างเพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องนำน้ำจากต่างประเทศเข้ามาเสริมและส่งเข้าสู่ระบบ เครือข่ายน้ำ เพื่อส่งน้ำให้แก่พื้นที่ที่ยังขาดแคลนน้ำในการเกษตรกรรมต่อไป
ในปัจจุบันแนวทางที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาแหล่งน้ำมาใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือการนำน้ำจากลุ่มน้ำงึมที่มีปริมาณน้ำเหลือใช้ ผันมายังอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง และจากอ่างเก็บน้ำห้วยหลวงผันมาหนองหานกุมภวาปีไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำลำปาว โดยมีรายละเอียดโครงการดังนี้
2.1 โครงการผันน้ำ น้ำงึม-ห้วยหลวง
ลำน้ำงึมมีความยาวประมาณ 438 กิโลเมตร ไหลจากเทือกเขาตอนเหนือของจังหวัดเซียงขวาง (xiangkhouang) ในประเทศ สปป.ลาว ไหลลงทางทิศใต้ผ่านที่ราบเวียงจันทน์ลงแม่น้ำโขง มีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 20,000 ล้าน ลบ.ม. หลังจากก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม 1 เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้งานแล้ว ปริมาณน้ำท่าในฤดูแล้งท้ายเขื่อนน้ำงึม 1 มีถึง 5,700 ล้าน ลบ.ม. (350 ลบ.ม.ต่อวินาที) และถ้าหากสร้างเขื่อนน้ำงึม 2 และเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำลิก ด้วยแล้ว ปริมาณน้ำในฤดูแล้งของน้ำงึมจะเพิ่มเป็น 7,500 ล้าน ลบ.ม. (480 ลบ.ม.ต่อวินาที) เมื่อใช้น้ำจำนวนนี้เพื่อการชลประทานในที่ราบเวียงจันทน์ที่มีพื้นที่รวม 937,500 ไร่ รวมทั้งน้ำที่จะต้องใช้ท้ายน้ำงึม และปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำโขง เพื่อรักษาระบบนิเวศท้ายน้ำแล้ว ก็จะยังมีน้ำเหลืออยู่อีก 175 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะผันน้ำที่เหลือใช้ดังกล่าวมาใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศในระยะที่ 1 ได้ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยไม่มีผลกระทบในทางลบต่อพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ สปป.ลาว และต่อแม่น้ำโขงแต่อย่างใด
จากศักยภาพของน้ำต้นทุนที่มีความมั่นคงสูง อีกทั้งอยู่ไม่ไกลมากนักจากประเทศไทย แม่น้ำงึมจึงเป็นแหล่งน้ำที่มีความเหมาะสมในการผันน้ำมาใช้ในประเทศไทย โดยสามารถผันน้ำมาในประเทศไทยได้สูงสุดประมาณ 150 ลบ.ม./วินาที ส่วนใหญ่ผันมาในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม โดยมีปริมาณรวม 2,000 ล้าน ลบ.ม./ปี
องค์ประกอบหลักของโครงการผันน้ำ น้ำงึม-ห้วยหลวง มีดังนี้
(1) เขื่อนทดน้ำ กั้นลำน้ำงึมที่บ้านพร้าวในประเทศ สปป.ลาว
(2) คลองผันน้ำจากเหนือเขื่อนทดน้ำมายังริมฝั่งแม่น้ำโขง ความยาวประมาณ 17 กิโลเมตร ในประเทศ สปป.ลาว
(3) อุโมงค์ลอดแม่น้ำโขงยาว 1.5 กิโลเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 6.00 เมตร จำนวน 3 อุโมงค์ ผันน้ำมาลงอ่างเก็บน้ำห้วยหลวงตอนล่าง (ในปัจจุบันมี ปตร.สร้างปิดปากห้วยหลวง ก่อนไหลลงแม่น้ำโขงที่ก่อเสร็จแล้ว ที่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย และเกิดเป็นอ่างเก็บน้ำในลำน้ำห้วยหลวงอยู่แล้ว)
2.2 โครงการผันน้ำ ห้วยหลวง-หนองหานกุมภวาปี-ลำปาว
โครงการผันน้ำห้วยหลวง-หนองหานกุมภวาปี-ลำปาว เป็นโครงการที่ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ผ่านคลองผันน้ำมายังหนองหานกุมภวาปี และจากหนองหานผันมาลงอ่างเก็บน้ำลำปาวเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้เขื่อนลำปาว โดยมีปริมาณน้ำที่ผันสูงสุด เท่ากับ 95 ลบ.ม./วินาที มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 3,000,000 ไร่ โดยสามารถส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในฤดูแล้งได้ประมาณ 1,000,000 ไร่
องค์ประกอบหลักของโครงการผันน้ำห้วยหลวง-ลำปาว มีดังนี้
(1) การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง โดยการขุดลอกช่องลัด และสร้างพนังกั้นน้ำ
(2) สถานีสูบน้ำห้วยหลวง-หนองหานกุมภวาปี
(3) การก่อสร้างคลองผันน้ำ จากอ่างเก็บน้ำห้วยหลวงมาหนองหานกุมภวาปี ยาว 65 กม.
(4) การปรับปรุงหนองหานกุมภวาปี โดยการขุดลอกหนองหาน ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำและสร้างพนังกั้นน้ำ
(5) การขุดลอกลำน้ำลำปาว
(6) การปรับปรุงเขื่อนลำปาวเพื่อเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำลำปาว (ปัจจุบันกรมชลประทานกำลังก่อสร้างงานในส่วนนี้ ตามแผนงานจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปลายปี พ.ศ.2553 นี้)
3.การดำเนินการพัฒนาโครงการ
3.1 ส่วนของโครงการผันน้ำ น้ำงึม-ห้วยหลวง
ลักษณะการดำเนินการพัฒนาโครงการผันน้ำส่วนของการผันน้ำน้ำงึม-ห้วยหลวง จะมีเอกชนไปขอสัมปทานในการก่อสร้างโครงการกับรัฐบาลลาว ในลักษณะเช่นเดียวกับที่บริษัทเอกชนของไทยไปดำเนินการขอสัมปทานจากรัฐบาลลาว เพื่อก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ามาขายให้แก่ไทย
3.2 ส่วนของโครงการผันน้ำ ห้วยหลวง-ลำปาว และสิ่งที่ภาครัฐบาลจะต้องสนับสนุน
(1) รัฐบาลต้องสร้างกลไกในการซื้อน้ำจากเอกชนที่เป็นผู้รับสัมปทานโครงการในประเทศลาวในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาว เช่น ตั้งเป็นบริษัทของรัฐบาลมาดำเนินการ
(2) ดำเนินการก่อสร้างโครงการผันน้ำในส่วนห้วยหลวง-ลำปาว โดยใช้งบประมาณประจำปีหรือให้เอกชนรับดำเนินการก่อสร้างในรูปแบบ Turn Key with Finance
(3) จัดสรรงบประมาณก่อสร้างระบบชลประทานพื้นที่ขยายใหม่ และปรับปรุงระบบชลประทานในพื้นที่เดิม และส่งเสริมการเกษตร ชลประทานให้แก่พื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ โครงการชลประทานลำปาว และโครงการสูบน้ำในพื้นที่
* ลุ่มน้ำห้วยหลวง
* ลุ่มน้ำสงคราม
* พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำลำปาว
* พื้นที่สองข้างลำน้ำชี จากกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ถึงยโสธร
4.มูลค่าการก่อสร้าง และค่าน้ำ
4.1 มูลค่าการก่อสร้างส่วนของโครงการผันน้ำ ห้วยหลวง-ลำปาว
ค่าก่อสร้างองค์ประกอบของโครงการผันน้ำห้วยหลวง-ลำปาว ประกอบด้วย ค่าปรับปรุงห้วยหลวง ปรับปรุงหนองหาน ค่าก่อสร้างสถานีสูบน้ำและคลองผันน้ำห้วยหลวง-หนองหาน รวมทั้งค่าศึกษาออกแบบ และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม 7,200 ล้านบาท โดยไม่รวมค่าก่อสร้างระบบกระจายน้ำและแก้มลิงรอบอ่างห้วยหลวง-หนองหานกุมภวาปีและแก้มลิงในลุ่มน้ำชี
4.2 มูลค่าน้ำ
ที่ผ่านมาประเทศไทยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ มีความจุใช้การรวม 16,322 ล้านลูกบาศก์เมตร
เพื่อส่งน้ำให้แก่พื้นที่ชลประทานในภาคกลางเป็นพื้นที่เพาะปลูกในฤดูแล้งได้ 3.5 ล้านไร่
ในระยะหลังนี้ค่าก่อสร้างอ่างเก็บน้ำมีราคาเพิ่มสูงขึ้น ตามราคาของวัสดุก่อสร้าง เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล มีค่าก่อสร้าง 6,834 ล้านบาท ค่าอพยพเวนคืนรวมค่าบริหารจัดการก่อสร้างโครงการรวมอีก 1,688 ล้านบาท มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 3,087 ไร่ โดยมีความจุใช้การ 220 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉลี่ยแล้ว มีค่าก่อสร้างที่นำมาคิดเป็นมูลค่าน้ำแล้ว เป็นเงิน 3.04 บาทต่อ ลบ.ม. (คิดอายุ 50 ปี อัตราคิดลด 8% ต่อปี)
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเงินเพียงพอที่จะก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งในปริมาณ 1,000 ล้าน ลบ.ม.ก็ตาม ก็ไม่สามารถหาพื้นที่ที่จะใช้ในการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวในประเทศไทยได้ ด้วยข้อจำกัดของสภาพภูมิประเทศ และมักจะประสบปัญหาการต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่
ดังนั้น จึงมีความเหมาะสม และเป็นความจำเป็นที่จะต้องผันน้ำจากประเทศลาวมาใช้ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง โดยใช้น้ำจากลุ่มน้ำงึมซึ่งมีปริมาณน้ำต้นทุนที่มั่นคงเนื่องจากมีอ่างเก็บน้ำที่สร้างแล้วเสร็จแล้วกว่า 4 เขื่อน มีความจุที่สามารถควบคุมและปล่อยน้ำในฤดูแล้งได้เพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำตามธรรมชาติ 2,100 ล้าน ลบ.ม.ดังกล่าว
5.บทสรุป
รัฐบาลควรเร่งรัดการก่อสร้างโครงการผันน้ำน้ำงึม-ห้วยหลวง-ลำปาว และสร้างกลไกในการซื้อน้ำจากภาคเอกชนที่จะเข้าไปดำเนินการสัมปทานการก่อสร้างโครงการผันน้ำมาขายให้แก่ประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคอีสาน เหมือนกับการซื้อไฟฟ้าจากโครงการที่เอกชนไปลงทุนสัมปทานก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาว
การก่อสร้างโครงการผันน้ำห้วยหลวง-ลำปาว ซึ่งจะดำเนินการโดยรัฐบาลไทยเพื่อนำน้ำที่ผันมาจากประเทศลาวส่งเข้าสู่อ่างเก็บน้ำลำปาวและระบบกระจายน้ำต่างๆ นั้น จะสิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 7,200 ล้านบาท (ไม่รวมค่าก่อสร้างระบบกระจายน้ำ) มีระยะเวลาก่อสร้างโครงการ 4 ปี
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ สามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 3,000,000 ไร่ โดยส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในฤดูแล้งได้ประมาณ 1,000,000 ไร่ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินโดยมีราษฎรที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 300,000 ครัวเรือน นอกจากนั้นยังมีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ และมีน้ำสำรองสำหรับอุตสาหกรรม ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต สร้างงานในชุมชน ลดการอพยพแรงงานเข้าสู่เมือง

