20 ปีที่แล้ว ผมมีลูกน้องคนหนึ่งซึ่งเพิ่งเรียนจบไม่กี่ปีก็มีหนี้สินหลายหมื่นบาท เนื่องจากได้รับเครดิตการ์ดจากธนาคารต่างๆ มาหลายใบก็เลยใช้จ่ายอย่างสนุกมือ ปรากฏว่าผ่านไป 3 ปี หนี้เงินต้นยังอยู่เท่าเดิม ได้แต่ผ่อนจ่ายดอกเบี้ยอย่างเดียว เพราะดอกเบี้ยสูงถึง 36% ต่อปี และยังมีค่าธรรมเนียมจิปาถะของธนาคารอีก รวมๆ แล้วไม่น้อยกว่า 40%!
ช่วงนั้นผมบังเอิญมีโอกาสพบปะกับผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ตัดพ้อกับเขาว่า แบงก์ชาติปล่อยให้ธนาคารทั้งหลายทำนาบนหลังคนอย่างนี้ได้อย่างไร นี่มันอัตราดอกเบี้ยน้องๆ อาบังหรือเงินกู้นอกระบบเลยนะ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะคำพูดของผมหรือเปล่า
ไม่กี่วันถัดมาธนาคารแห่งประเทศไทยก็ออกประกาศควบคุมเพดานดอกเบี้ยของบัตรเครดิตไว้ที่ไม่เกิน 18% ต่อปี หากรวมค่าธรรมเนียมอื่นๆ ก็ประมาณ 20% เศษลดลงจากเดิมราวๆ หนึ่งเท่าตัว ลูกหนี้ทั้งหมดจึงพอหายใจหายคอได้สะดวกขึ้นบ้าง
กาลเวลาเดินหน้ามาจนถึงปัจจุบัน ปัญหาหนี้สินของคนใกล้ตัวก็เข้ามาสร้างความขุ่นมัวในหัวใจของผมอีกครั้ง คราวนี้เป็นหนี้สินของครูที่วิทยาลัยปัญญาภิวัฒน์ที่สอนในระดับ ปวช. จำนวนกว่า 30 คน ครูแต่ละคนต่างมีหนี้สินเป็นภาระพะรุงพะรังสะบัดไม่หลุด
แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่โหดร้ายเหมือนในอดีต เพราะเป็นการกู้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ของธนาคารออมสินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครู แต่ปัญหาอยู่ที่การค้ำประกันไขว้ไปไขว้มาระหว่างผู้กู้ด้วยกัน ถ้าไม่ช่วยค้ำให้เพื่อน เพื่อนก็จะไม่ค้ำให้เรา สุดท้ายก็เลยติดร่างแหกันเป็นพวง
ในกรณีที่ใครคนใดคนหนึ่งติดขัดไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ค้ำก็ต้องรับกรรมแทน มีตัวอย่างจริงที่น่าเห็นใจในสถานศึกษาของเราก็คือ ครูคนหนึ่งลาออก จากนั้นย้ายข้าวของออกจากบ้านหายตัวไปไม่สามารถติดต่อได้ เพื่อนครูที่มาช่วยค้ำประกันเงินกู้จึงถูกศาลสั่งบังคับคดีให้ชดใช้แทนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ครูเหล่านี้ผ่อนชำระหนี้ของตัวเองก็ลำบากมากพออยู่แล้ว ยังต้องมาชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยของเพื่อนครูที่หนีไปอีกก็ยิ่งหนักหนาสาหัสเป็นทวีคูณ
ครูบางคนที่สอนวิชาช่างก็ใช้ความสามารถส่วนตัวทำงานพิเศษเพิ่มจนไม่มีวันหยุดพัก เพราะหากหยุดทำงานก็จะไม่มีเงินพอสำหรับค่าใช้จ่ายในครอบครัวซึ่งมีบุตร 4 คน ที่กำลังศึกษาอยู่
เมื่อรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงต้องพยายามกระเบียดกระเสียร ยอมทนอดมื้อกินมื้อ จนพวกเราทนดูไม่ไหว ช่วยกันระดมทุนบริจาคเพื่อจัดตั้งกองทุนเสริมสุขให้แก่บุคลากรของวิทยาลัยปัญญาภิวัฒน์ขึ้นมา ซึ่งถ้าเรียกแบบชาวบ้านก็คือกองทุนอาหารกลางวันครูนั่นเอง เพราะไม่เพียงแต่เด็กนักเรียนที่ขาดแคลนอาหารกลางวัน ครูผู้สอนก็ขาดแคลนเช่นเดียวกัน กองทัพวิชาการต้องขับเคลื่อนด้วยท้อง ไม่ต่างจากกองทัพนักรบในสมรภูมิ ถ้าครูท้องหิวจนไส้กิ่วจะมีเรี่ยวแรงอะไรไปสอนนักเรียน เคยมีคนบอกว่าทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน ผมก็อยากจะบอกว่า ทุกข์ของครูก็คือทุกข์ของผู้ปกครองและนักเรียนเช่นเดียวกัน!
รัฐบาลไทยมักจะมีนโยบายพักหนี้และลดหนี้ให้เกษตรกร ผมก็คิดว่าน่าจะมีนโยบายพักหนี้และลดหนี้ให้ครูทั้งประเทศด้วย เพราะบรรดาครูที่ผมได้รู้เห็นปัญหาน่าจะเป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ยังมีพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติที่กำลังจะขาดใจตายเพราะบ่วงหนี้รัดคอจำนวนมากมายกระจายอยู่ทั่วทุกภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้ที่ไม่ใช่ของเจ้าตัวเอง แต่เกิดจากการค้ำประกันให้เพื่อน ควรจะได้รับการสะสางก่อนเป็นลำดับแรก
ประการสำคัญ ควรมีการทบทวนระบบค้ำประกันให้รอบคอบปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่านี้หรือไม่ เช่น มูลหนี้ที่ค้ำประกันรวมกับหนี้เดิมที่เจ้าตัวมีอยู่ต้องไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ไม่เช่นนั้นหากเกิดปัญหาขึ้นจะเป็นภาระสำหรับผู้ค้ำประกันและผู้ให้กู้ในที่สุด เมื่อหนี้ซ้อนหนี้จนเขาไม่มีปัญญาจะชำระได้
ผมเป็นเพียงประชาชนคนธรรมดา จึงขอส่งต่อการบ้านข้อนี้ไปยังผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกันเร่งพิจารณาและหาวิธีการแก้ไข…ก่อนลมหายใจสุดท้ายของครูไทยทั่วทั้งแผ่นดินจะหมดสิ้นลงไปต่อหน้าต่อตาของพวกเราทุกคน…

