วันนี้มีรายการ “นับถอยหลัง” สองสามรายการ
รายการแรก คือหลังจากที่ส่งพระราชบัญญัติประชามติ พ.ศ.2559 ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตามมาตรา 61(7) วรรคสอง ว่าผิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่ ต้องรอว่าคณะตุลาการรับไว้ตีความหรือไม่ ซึ่งน่าจะมีผลตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ถ้ารับ ต้องนับถอยหลังไปอีกประมาณ 15 วัน ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าผิดหรือไม่ผิด
หากไม่รับ วันเวลาที่เดินหน้ามาของวันลงประชามติ 7 สิงหาคม คงนับถอยหลังไปจนถึงวันนั้น
หากรับแล้ววินิจฉัยว่าผิดรัฐธรรมนูญ ต้องให้เวลายกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติประชามติ มาตรา 61(7) ด้วยการตัดข้อความในวรรคสอง และวรรคสี่ ออกทั้งวรรค หรือตัดออกเฉพาะข้อความในวรรคสอง ที่ว่า “มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่” พอแล้ว จะใช้เวลาไม่นาน
เพราะ “ลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่” เป็นการกระทำที่ไม่มีขีดจำกัดว่ามากน้อยเพียงใดและทำไมจึงเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะการ “ปลุกระดม” เพราะผู้ตีความย่อมมีมาตรวัดไม่เท่ากัน
กระนั้น เชื่อว่าการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติเป็นไปไม่ยาก เพียงแต่ขอให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นประการสำคัญ
นับแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพวกยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลรักษาการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์เสียเอง จากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ถึงวันนี้ยาวนานเกินกว่า 2 ปีแล้ว หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐบาล มีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีสองครั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ยังประกาศ “โรดแมป” ว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จ กระทั่งบัดนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกต้องล้มไปกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วจัดตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ จัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
จากนั้น เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ เป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งในปี 2560
ถึงวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ชักลังเลว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติ ซึ่งมีให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กับรับหรือไม่รับคำถามพ่วง และอาจจะเลื่อนวันลงประชามติ
หากรับทั้งร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง รัฐบาลก็เดินหน้าต่อไปถึงวันเลือกตั้งตามกำหนด
หากรับเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่รับคำถามพ่วง การเลือกตั้งยังนับถอยหลังต่อไป
แต่หากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันจบเห่ ไม่ต้องคำถึงถึงผลรับคำถามพ่วงหรือไม่
เรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยหลักการแล้วเป็นเรื่องที่นานาอารยประเทศให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นผู้วินิจฉัยตัดสิน ว่าจะเดินหน้าประเทศไปในทางใด โดยใช้เสียงข้างมากเป็นสำคัญ
ขณะที่ประเทศนั้นยังมีหลักหรือสถาบันสำคัญรองรับความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนร่วมกัน
อย่างน้อย ทุกประเทศอารยประชาธิปไตยจะมีความเป็นชาติ (ประเทศ) ที่ทุกคนยึดมั่นว่ามีสัญชาติเดียวกัน มีศาสนาในความหมายของสิ่งยึดมั่นทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด หรือยึดมั่นสิ่งใด
ที่สำคัญ สถาบันอันเป็นตัวบุคคล คือพระมหากษัตริย์ ซึ่งกำหนดสถานภาพไว้หลายประการแล้ว แต่ชนชาติใดจะกำหนดสถาบันกษัตริย์ไว้อย่างไร
ทั้งสามประการจะกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ยึดถือสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก ส่วนกฎหมายอื่นเป็นองค์ประกอบ
ผู้เป็นรัฐบาล เป็นผู้นำประเทศ ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือมาอย่างไร จะต้องคำนึงถึงความจริงใจกับประชาชน ต้องดำเนินการอย่างจริงจังให้เกิดผลตามที่แสดงเจตนารมณ์ไว้กับประชาชน เช่น จัดให้มีรัฐธรรมนูญ จัดให้มีการเลือกตั้งเป็นที่สุด คืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ด้วยเสียงข้างมาก แม้เพียงเสียงเดียว

