คนปาก… โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

26.09.19 | 11:30 น.

คนไทยนี่แปลก บางครั้งการเรียกชื่อสัตว์สิ่งของหรืออวัยวะชิ้นส่วนต่างๆ ถ้าใช้ “คำไทย” แท้หรือไทยเดิมกลายเป็นคำหยาบไม่สุภาพ ต้องใช้คำต่างชาติ เช่น คำบาลี สันสกฤต หรือคำเขมร หรือมอญ หรือฝรั่ง หรือแม้แต่คำจีนแต้จิ๋วที่มักจะเป็นคำสุภาพแต่บางคำบางครั้งก็ใช้เป็นคำหยาบ ไม่แน่นอน

นอกจากการเลือกใช้คำจะเป็นการทำให้คำที่พูดที่ใช้ จากคำหยาบกลายเป็นคำสุภาพแล้ว คำเดียวกันนั้นจะหยาบหรือสุภาพยังขึ้นกับวรรณะหรือฐานะของผู้พูดด้วยว่ามีฐานะในครอบครัว หรือฐานะในวงศ์ตระกูลในสถานที่ทำงาน หรือแม้แต่ฐานะในวงสังคม บางครั้งสถานที่และเวลาที่พูดก็ทำให้คำพูดจากคำสุภาพกลายเป็นคำหยาบ หรือจากคำที่หยาบกลายเป็นคำสุภาพไปก็ได้

หมาเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มนุษย์เลี้ยงไว้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน แล้วแต่ชุมชนหรือสังคมนั้นๆ เช่น ในสมัยมนุษย์ยังล่าสัตว์มนุษย์ก็เลี้ยงหมาไว้ช่วยล่าสัตว์ สมัยต่อมาก็เลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้าน ต่อมามีการเพาะพันธุ์หมารูปร่างแปลกๆ ตั้งแต่พันธุ์ตัวใหญ่โตลงมาเหลือตัวเล็กๆ กลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก สามารถใส่กระเป๋าเดินทางไปมาได้ก็เลยเรียกว่าหมากระเป๋าก็มี

เนื่องจากหมาเป็นสัตว์ที่มีเขี้ยวเล็บแหลมคม มีม่านตาที่เบิกกว้าง สามารถมองเห็นในที่มืดได้ดีกว่ามนุษย์ คำสุภาพที่ใช้เรียกหมาว่า “สุนัข” เป็นคำบาลีสันสกฤตที่แปลว่าผู้มีเล็บที่ดีงาม เหมือนกับคนที่ชื่อสุจริตแปลว่าผู้มีจิตที่ดีงาม หรือสุกัมพล ผ้าขนสัตว์ที่สวยงาม หรือสุชิน ผู้ชนะที่ขาวสะอาด ทั้งๆ ที่ “หมา” ซึ่งเป็นคำไทยแท้ๆ ส่วน “สุนัข” เป็นคำต่างประเทศ คำไทยเป็นคำหยาบ คำต่างประเทศเป็นคำสุภาพ

นอกจากตาของหมาหรือสุนัขจะมีประสิทธิภาพสูงกว่ามนุษย์แล้ว ประสาทหูยังมีคุณภาพดีกว่าหูของมนุษย์ เพราะสามารถได้ยินเสียงที่มีคลื่นความถี่สูงและต่ำกว่าคลื่นเสียงที่มนุษย์ได้ยินมาก ขณะเดียวกันสุนัขหรือหมามีจมูกที่สามารถดมกลิ่นในระยะที่ไกลกว่าและน่าจะสามารถแยกแยะกลิ่นต่างๆ รวมทั้งมีลิ้นที่น่าจะรู้รสอาหารได้ดีกว่ามนุษย์ ถ้าเป็นจริงตามที่เขียนเดามานี้ ก็หมายความว่าอวัยวะทุกส่วนของสุนัขหรือของหมาดีกว่าของมนุษย์ทั้งนั้น นอกจากมันสมองและมือ

Advertisement

นอกจากหมามีอวัยวะส่วนต่างๆ ดีกว่าอวัยวะของมนุษย์แล้ว สุนัขหรือหมายังเป็นสัตว์หน้าขนเพียงชนิดเดียวที่รักและซื่อสัตย์ต่อเจ้าของผู้เลี้ยงดูและผู้ให้อาหาร และหรือรักษาเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นการยากที่จะเห็นสุนัขหรือหมาทรยศต่อเจ้าของ นอกจาก “จนมุม” หรือได้รับความเจ็บปวด จึงมีคำพังเพยว่าอย่าไล่ “หมาจนตรอก” หรืออย่าตีหมา “สุนัขจนมุม” เพราะมันจะหันมาต่อสู้ ส่วนเจ้าของไม่แน่ว่าจะทรยศต่อหมาหรือเลี้ยงดูหมาไว้เพื่อประโยชน์ของตนหรือไม่ หลายแห่งหลายประเทศ หมาหรือสุนัขเลี้ยงไว้เป็นอาหาร เพราะรสชาติของเนื้อหมานั้นเขาว่าอร่อยกว่าเนื้อหมูหรือเนื้อวัว หรือแม้แต่เนื้อเป็ดเนื้อไก่ที่เลี้ยงไว้เป็นอาหาร เช่นเดียวกับเนื้อหมูหรือสุกร หรือผู้มี “แขนที่สวยงาม”

ตำรวจหรือทหารเลี้ยงหมาไว้ออกหน้าตรวจกับระเบิด หรือดมกลิ่นของผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด หรือกลิ่นของผู้ร้าย

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่รักสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รักหมาหรือสุนัข ทนไม่ได้ที่จะเห็นหรือได้ยินว่ามีคนฆ่าสุนัขแม้จะเป็นการฆ่าเพื่ออาหาร แม้ว่าจะเป็นสุนัขจรจัดที่ไม่มีเจ้าของ ซึ่งบางครั้งเป็นอันตรายต่อมนุษย์ เพราะเป็นพาหะของโรคกลัวน้ำหรือโรคพิษสุนัขบ้า

คนที่พูดจาไม่เพราะ กระโชกโฮกฮาก พูดไม่เข้าหูคน พูดจาโกหกปลิ้นปล้อน พูดจาให้คนผิดใจกันแม้จะเป็นเรื่องจริงก็ตาม พูดเอาความลับของตนหรือผู้อื่นมาเปิดในที่แจ้ง พูดจาไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเพราะสังคมไทยเป็นสังคมมีชั้นวรรณะ หรือพูดจาดูหมิ่นดูถูกคนที่ต่ำกว่าทั้งในแง่ฐานะทางเศรษฐกิจและฐานะทางสังคม หรือพระสงฆ์องค์เจ้า บาทหลวง นักบวชผู้ทรงศีลจากศาสนาต่างๆ รวมทั้งเทวดา พระภูมิ เจ้าที่เจ้าทาง ก็มีชั้นวรรณะ พระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ ก็วรรณะหนึ่ง พระอินทร์ และพวกก็วรรณะหนึ่ง เทวานางฟ้าก็อีกวรรณะหนึ่ง รามสูรและนนทก ก็อีกวรรณะหนึ่ง ลดหลั่นกันมาจนถึงเจ้าแม่คงคา รุกขเทวดา เจ้าแม่ตะเคียน ก็อีกวรรณะหนึ่ง คนประเภทนี้จะถูกประณามว่าเป็น “คนปากหมา”

เรื่องวรรณะของเทวดาหรือของผี เจ้าที่เจ้าทางเจ้าพ่อเจ้าแม่ต่างๆ มีความสำคัญมากสำหรับพวกทรงเจ้าเข้าทรง เพราะร่างทรงจะต้องรู้ชั้นวรรณะของผู้มาเข้าทรง จะได้พูดจาให้ถูกกาลเทศะ รู้ที่ต่ำที่สูง จะให้ผีหรือเจ้าพ่อเจ้าแม่เข้าทรงก็ต้องรู้ฐานะของตน ผู้ที่มาเฝ้าขอความช่วยเหลือจะได้มีศรัทธา แม้ว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหลายจะตายไปเป็นปีแล้วก็ยังมีจิตศรัทธา จะสร้างบุญกุศลให้อยู่เป็นนิจ

งานทรงในเมืองไทยที่ขึ้นชื่อลือชาไปทั่วโลก เห็นจะไม่มีงานไหนเกินงานเข้าทรงที่วัดแขกสีลมหรือวัดพระมหาอุมาเทวี กับงานเข้าทรงในเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต ซึ่งสามารถแทงลิ้นทะลุ เดินบนกองไฟกองถ่านที่ลุกโชนเป็นที่น่าสยดสยอง พร้อมๆ กับคำกล่าวว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ก็เลยไม่กล้าแสดงตนว่าไม่เชื่อเพราะห้ามลบหลู่ ก็เลยไม่มีการกล้าลบหลู่ทั้งงานที่วัดแขกสีลมและงานเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต

ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้วจำไม่ได้ ม้าทรงที่ภูเก็ตเกิดขัดใจอะไรกับใครก็ไม่ทราบ มาออกโทรทัศน์แสดงความปากหมา แฉว่าทั้งหมดเป็นการหลอกลวง เพราะเขาเองรับจ้างเป็นม้าทรง ไปให้หมอเจาะแก้มให้เป็นรูแล้วเย็บเอาไว้ ไม่ให้เห็นแผลเป็น ที่ลิ้นก็เช่นเดียวกัน เวลาแทงก็ค่อยแทงเข้าไปในรูที่เตรียมไว้ที่แก้มและที่ลิ้น แม้ว่าม้าทรงจะปากหมาออกมาแฉ ผู้คนก็ยังไม่ลบหลู่ พิธีแห่ม้าทรงที่ภูเก็ตก็มีต่อไป คนปากหมาก็หายไป ไม่มีใครสนใจว่าเป็นใคร ไม่มาพูดซ้ำยืนยัน

สมัยเรียนหนังสือชั้นมัธยมต้นวิชาภาษาอังกฤษ ครูก็เอาหนังสือนิทานภาษาอังกฤษมาอ่านให้ฟัง มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ยังจำไม่ลืมก็คือเรื่อง “พระราชาแก้ผ้า” เรื่องมีอยู่ว่ามีช่างทอผ้าผู้หนึ่งไปหลอกพระราชาว่าตนสามารถทอผ้าที่สุดสวยอย่างวิเศษได้ แต่ผู้ที่จะมองเห็นได้ต้องเป็นผู้มีบุญอภินิหาร ถ้าเป็นคนชั่วคนบาปก็จะมองไม่เห็น พระราชาต้องการแสดงให้เหล่าอาณาประชาราษฎร์เห็นว่าพระองค์เป็นผู้มีบุญญาบารมี จึงให้ช่างทอผ้าเจ้าเล่ห์ทอผ้าให้พระองค์ ช่างทอผ้าเจ้าเล่ห์ก็แกล้งตั้งโครงหูกกี่สำหรับทอผ้า สอดเส้นด้ายเส้นในเส้นใยป่าน ใส่เฟืองและกระสวย แล้วแกล้งนั่งทอ พระราชาเสด็จมาดูช่างกำลังทอผ้าแต่ไม่เห็นผ้า เมื่อช่า

ทอผ้าถามว่าผ้าสวยไหม ความที่เกรงว่าข้าราชบริพารที่ตามเสด็จจะคิดว่าตนเป็นคนโง่ ไม่มีบุญญาบารมี จึงตรัสชมเชยว่าสวยงาม เอาไปตัดเป็นฉลองพระองค์ได้

เมื่อตัดเย็บเสร็จก็ขอให้พระองค์ทรงฉลองพระองค์ ให้เสด็จเลียบพระนคร ประชาชนก็ไม่เห็นพระราชาฉลองพระองค์ แต่ไม่กล้าพูด ต่างโห่ร้องชมเชยฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา จนจะสุดทางจะเข้าวังอยู่แล้ว มีเด็กไร้เดียงสาคนหนึ่งปากหมาร้องขึ้นว่า “พระราชาแก้ผ้า” ทุกคนที่เคยคิดว่าตนเป็นผู้เดียวที่เห็นอย่างนั้นก็รู้เลยว่าไม่ใช่ ต่างพร้อมใจโห่ร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าพระเจ้าแผ่นดินแก้ผ้า จำไม่ได้เสียแล้วว่านิทานเรื่องนี้ใครเป็นคนเขียนไว้ เป็นเรื่องเล่าโบราณที่ยังนำมาประยุกต์ใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้ทุกยุคทุกสมัย สำหรับรัฐบาลเผด็จการที่ปิดหูปิดตาปิดปากประชาชน

ในฐานะผู้มีอำนาจและมีอาวุธที่สามารถข่มขู่ผู้อื่นให้เกรงกลัวได้อยู่แล้ว ถ้าฉลาดอยากจะอยู่ยาวก็ควรจะเป็นคนที่มีมธุรสวาจา แต่ถ้าหากปากหมา พูดจากักขฬะหยาบคาบ หรือพูดจายกตนข่มท่าน พูดเอาดีใส่ตัวเองชั่วใส่ผู้อื่น หรือกระแนะกระแหนคนนั้นคนนี้ เหมือนคนปัญญาอ่อน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายบางทีเขาก็เรียกว่าเป็นคนปากหมาได้เหมือนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

สมัยเป็นนักเรียน พวกเด็กผู้ชายก็มักจะแอบกระทำความผิดกฎของโรงเรียนบ้าง แอบลอกการบ้านกันบ้าง หรือบางคนก็แอบเอา “ฝิ่น” เข้าห้องสอบบ้าง เกิดมีใครคนหนึ่งอยากเอาหน้าโดยไปแอบฟ้องครู จนเพื่อนถูกทำโทษ คนที่แอบไปฟ้องครู คนนั้นก็จะถูกประณามว่าเป็นคนปากหมา ไม่มีเพื่อนฝูงอยากคบด้วย กลายเป็น “หมาหัวเน่า” ไป สังคมไทยตั้งแต่เด็กไปจนเป็นผู้ใหญ่ “เพื่อนฝูงสำคัญกว่าความถูกต้อง” บางทีสำคัญกว่าพี่น้องเสียอีก สังคมฝรั่งไม่เป็นแบบนี้ ความมีวินัย ความถูกต้อง ความจริง ความซื่อสัตย์สำคัญกว่า

เวลาเป็นลูกเสือถูกให้ท่องคำขวัญว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” ก็ทำเป็นเล่นพูดต่อว่า “เสียเข็มขัดอย่าเสียกางเกง” เมื่อเห็นผู้อื่นทำเป็นเล่นไปเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งน้ำท่วมผู้คนทุกข์ยาก หรือทำหน้าตาบ้องแบ๊วไม่เหมาะสมสำหรับบุคคลสาธารณะจะทำ ไม่รักษาคำพูดสัจจะวาจาหรือแม้แต่พูดเท็จเป็นนิจก็ไม่ถือ ถือเสียว่าเสียเข็มขัดแล้วก็ขออย่าให้เสียกางเกงก็แล้วกัน หากเป็นฝรั่งคง “ถึงตาย” เช่น อดีตประธานาธิบดีนิกสัน คลินตัน หรือโดนัล ทรัมป์ ซึ่งน่าจะถูกเล่นงานในเวลาอีกไม่นาน

การเป็นคนปากหมาที่ร้ายแรงอีกเรื่องของผู้ชายไทยก็คือ การเอาความลับไปบอกทางบ้าน คนดีต้อง “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” เพราะถ้าถูกจับได้ต้องปฏิเสธลูกเดียว การรับราชการไม่มีการลดโทษ ไม่เหมือนศาลที่มีแต่จะเพิ่มโทษเป็น 2-3 เท่าฐานรับสารภาพ แต่ถ้าปฏิเสธมักจะหลุด เพราะสร้างความภูมิใจให้

ที่เล่ามาเป็นเรื่องเบาๆ ไม่ใช่เรื่องจริงจัง ถ้าจะขัดอกขัดใจอยู่บ้างก็ขออภัย คิดอย่างคุณประยูร จรรยาวงษ์ “สัปดนวันละนิดจิตแจ่มใส” ก็แล้วกัน ข้อมูลที่ใช้ก็ไม่ใช้ข้อมูลทางการ อย่าเอาไปกล่าวอ้างเป็นอันขาดเพราะเป็นข้อมูลเฉพาะ ไม่ใช่ข้อมูลทั่วไปที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว

อันที่จริงความปากหมาบางทีก็มีประโยชน์ หลายคนชอบฟังทั้งที่ไม่จริง ไม่ชอบฟังความจริงเพราะรับไม่ได้ ชอบฟังความหายนะของผู้อื่นหรือความพินาศของผู้อื่น ไม่ชอบฟังความสำเร็จรุ่งเรืองของผู้อื่น ถ้าตัวทำไม่ดีก็อ้างว่าผู้อื่นก็ทำไม่ดีเหมือนกัน แทนที่จะยอมรับแล้วแก้ไขให้ดีขึ้นในภายภาคหน้า กรณีอย่างนี้การมีเพื่อนปากหมาไว้แก้กลุ้มก็อาจทำให้เบิกบานใจได้เหมือนกัน แต่ถ้าจะปากหมาก็ควรดูซ้ายดูขวาให้ดีเสียก่อน

อย่าพูดออกทีวีก็แล้วกัน