ข้อเสนอของวุฒิสมาชิกที่เห็นควรให้ทำประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 แม้เกิดขึ้นด้วยความจริงใจจากเจตนาดีแค่ไหนก็ตาม ทำให้เกิดข้อกังวลว่าจะมีผลต่อความล่าช้า และความสำเร็จของการแก้ไขอย่างแน่นอน
เพราะเบื้องแรกทำให้เกิดข้อโต้แย้งว่า จำเป็นจะต้องทำประชามติหรือไม่ ในเมื่อบทบัญญัติหมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ได้กำหนดหรือบังคับไว้ว่าจะต้องทำประชามติก่อน ถึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
สรุปง่ายๆ ก็คือกระบวนการทำประชามติ ไม่ได้เป็นขั้นตอนหนึ่งของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นเอง
มองมุมนี้ ข้อเสนอให้ทำประชามติก็เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หากมองอีกมุม มองด้วยความใจกว้าง มองมุมบวก การทำประชามติจะทำให้เกิดความชอบธรรมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญยิ่งขึ้น
ที่สำคัญคือ ผลของประชามติจะเป็นคำตอบยืนยันว่าผู้ใช้สิทธิลงประชามติส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีปัญหา ถึงขั้นสมควรแก้ไขหรือไม่
ขณะเดียวกันการทำประชามติจะช่วยกระตุ้นความตื่นตัวทางการเมืองของสังคมให้เกิดความใส่ใจต่อกฎเกณฑ์ กติกาหลักในการอยู่ร่วมกัน ว่ามีความเหมาะสมเพียงไร ทำให้สังคมเป็นธรรม อยู่ร่วมกันภายใต้หลักการเคารพความเห็นต่าง แตกต่างแต่ไม่แตกแยกได้จริงหรือไม่
ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งจะเกิดภาพเปรียบเทียบระหว่าง ประชามติภายใต้บรรยากาศอำนาจนิยม มาตรา 44 5 ปี กับภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือประชาธิปไตยจอมปลอมก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา มีสภาผู้แทนราษฎร มีวุฒิสภา แล้วผลจะแตกต่างกันอย่างไร
สิ่งที่น่าจะเป็นปัจจัยต่อผลประชามติจึงอยู่ที่ การบริหารจัดการการทำประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคำถามจะออกแบบอย่างไร ถามเฉพาะประเด็นหลักการกว้างๆ เพียงแค่ ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เท่านั้น
หรือควรลงลึกในประเด็นหลักๆ ที่มีข้อเสนอว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่เกี่ยวข้อง เพราะทำให้เกิดปัญหามากมาย ตั้งแต่การประกาศผลเลือกตั้งล่าช้า การได้ฝ่ายบริหารที่เสียงปริ่มน้ำ ไร้เสถียรภาพ อำนาจของวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช.มีมากเกินไป ทำให้เกิดการบิดเบือนเจตนารมณ์ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งสูงไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ เป็นต้น
การตั้งคำถามลงลึกในรายละเอียดรายมาตราที่สำคัญนี้ ก็คือการลงประชามติแบบรายประเด็น ซึ่งสังคมไทยแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ยกเว้นการทำประชามติรัฐธรรมนูญล่าสุด เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559
ครั้งนั้นมีการตั้งคำถามพ่วงว่า ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี การตั้งคำถามพ่วงดังกล่าว เข้าลักษณะการทำประชามติเป็นรายประเด็น นั่นเอง
ฉะนั้นหากจะมีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 จริง กระบวนการตัดสินใจจะเป็นอย่างไร รัฐบาล คณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะองค์กรรับผิดชอบการจัดทำประชามติ รัฐสภา องค์กรใดเป็นผู้ตัดสินใจ รัฐธรรมนูญ 2560 มิได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้
ยิ่งเมื่อข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มีมากมาย ล้วนเป็นประเด็นหลักๆ ที่ทำให้เกิดความเห็นต่าง ไม่ใช่เพียงแค่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เท่านั้น แต่เลยไปถึงกระบวนการแก้ไขควรแก้อย่างไร แก้โดยเลือกสมาชิกสภาร่างรับธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นมา หรือให้รัฐสภาปัจจุบันดำเนินการไปเลย แก้ไขในรายละเอียดรายประเด็น ได้แก่ โครงสร้างรัฐสภาไทย ควรมีสภาเดียวคือสภาผู้แทนราษฎร หรือควรมีสองสภา ทั้งสภาผู้แทนและวุฒิสภา ที่มา อำนาจ บทบาทของวุฒิสภาควรมีแค่ไหน ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือไม่ เป็นต้น
เมื่อได้บทสรุปจากการทำประชามติรายประเด็นเหล่านี้แล้ว สภาร่างรัฐธรรมนูญจึงนำผลไปยกร่างขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ต้องนำกลับมาทำประชามติทั้งฉบับใหม่อีกครั้ง
แนวทางการแก้ไขโดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ น่าจะเป็นหนทางที่เหมาะสม ภายใต้เงื่อนไขว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปีนับจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่
แต่หากให้รัฐสภาชุดปัจจุบันเป็นผู้แก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะเกิดประเด็นประโยชน์ทับซ้อน แก้เพื่อตัวเอง แก้โดยไม่ยอมลดอำนาจบทบาทตัวเองที่มีอยู่ลง ยกเว้นแต่ว่า กำหนดบทบัญญัติห้ามสมาชิกทั้งสองสภาลงสมัครรับเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เช่นเดียวกัน
และต่อไปนี้ รัฐธรรมนูญควรกำหนดบทบัญญัติให้มีการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก ไม่เกินสองปีติดต่อกันคือ 8 ปี หากจะกลับมารับหน้าที่อีกครั้งต้องเว้นวรรคอย่างน้อย 1 สมัย หรือ 4 ปี
ประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งของบุคคลเหล่านี้ หากจะมีการลงประชามติในรายประเด็น ก็สมควรทำเช่นกัน

