‘หาอย่างไพร่ ใช้ดั่งเศรษฐี’ โดย พันธศักดิ์ รักพงษ์

26.09.19 | 13:00 น.

ปรากฏการณ์ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ดารานักแสดง ที่โพสต์ขอรับเงินบริจาคไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.อุบลฯ มันสะท้อนภาพได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง

อย่างน้อยก็ได้เห็นความไว้เนื้อเชื่อใจที่สังคมมีต่อ “บิณฑ์” ถึงจุดที่ไม่มีใครคิดว่าจะยักยอกเงินจำนวนมหาศาลเกือบ 400 ล้านบาทไปใช้ส่วนตัว แม้จะไม่มีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจน ถือเป็นความเชื่อใจระหว่างคนธรรมดาไม่ใช่คนของรัฐ ภายหลังคำพูด “รัฐบาลมัวแต่ช้อปอะไร” กลายเป็นกระจกสะท้อนตัวตนของรัฐบาลชุดนี้

เป็นการสะท้อนความแคลงใจของประชาชนต่อวิธีบริหารงานและงบประมาณของรัฐบาล และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือการแสดงปฏิกิริยาความล้มเหลวของระบบราชการต่อการดูแลทุกข์สุขของประชาชน

ยิ่งเมื่อเกิดเสียงก่นด่ารัฐบาล ก็กลัวตกขบวนหันมาเปิดรายการขอรับบริจาคบ้าง แต่ก็เกิดคำถามว่าเงินที่ได้ส่วนใหญ่เอามาจากเครือข่ายบรรดาเจ้าสัว หรือไม่ก็บรรดาหน่วยงานราชการต่างๆ ที่พอจะคาดเดาได้ถึงที่มาของเงินภายใต้ระบบอุปถัมภ์

กลายเป็นคำถามถึงนัยยะของศรัทธาระหว่างคนชื่อ “บิณฑ์” กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ

Advertisement

ยิ่งจับคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งหนึ่งพร่ำพูดชี้แนะหัวหน้าหน่วยราชการว่า “ขอให้จัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนของแผนงาน”

คำว่า “การจัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วน” ขอใช้เสียงสะท้อนของ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังตกต่ำ ประชาชนทุกระดับรู้สึกถึงความเดือดร้อนทั่วกันหมด รัฐบาลกำลังเอาเงินที่มาจากภาษีของประชาชนไปแจกอย่างต่อเนื่องเพื่อหาเสียงมากกว่าจะแก้ปัญหาความยากจน

5 ปีของรัฐบาล คสช.นั้นกองทัพไทยซื้ออาวุธจากจีนไปแล้วทั้งสิ้นรวมเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมเรือดำน้ำอีก 2 ลำ ที่ใช้งบราว 27,000 ล้านบาทในปี 2562 นี้ และหากพิจารณาย้อนหลังไปหลายปีจะพบว่าหลังจากการรัฐประหารสองครั้งที่ผ่านมา งบประมาณของกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องโดดเด่นเป็นพิเศษ

ยิ่งย้อนไปดูการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง รายงานว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556-2561 หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก 5,430,560 ล้านบาท ในปี 2556 เป็น 6,780,953 ล้านบาท ในปี 2561 หรือเพิ่มขึ้น 1,350,393 ล้านบาท

องค์ประกอบหนี้ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ หนี้ของรัฐบาล เพิ่มขึ้น 1,675,400 ล้านบาทจาก 3,774,819 เป็น 5,450,220 ล้านบาท

จึงอย่าแปลกใจหลังฝ่ายค้านพยายามตั้งคำถามถึงรัฐบาลที่เสนองบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เป็นคำถามที่ถามถึงที่มารายรับประเทศนั้นมาจากส่วนไหนบ้าง

จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เคยซักถามในสภาว่า คนทั้งประเทศรู้สภาพเศรษฐกิจประเทศดีว่าเป็นอย่างไร ตั้งแต่ยึดอำนาจมาการลงทุนลดลง การใช้เงินงบประมาณเพิ่มสูงขึ้น ไม่เคยจัดงบประมาณแบบสมดุล และยังมีการกู้เงินเพิ่มมากขึ้นทุกปี ปีล่าสุดรัฐบาลกู้เงินเพื่อชดเชยมากถึง 4 แสนล้านบาท ขณะที่เสนอตั้งงบประมาณปีล่าสุดจำนวน 3 ล้านล้านบาท ถือว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กู้เงินมาชดเชยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2558-2562 กู้เงินรวม 2.19 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น กำลังซื้อในประเทศหดหาย ต่อให้แจกเงินเท่าไหร่คนก็ไม่กล้าใช้จ่ายเงิน และไม่กล้าลงทุน รวยกระจุก จนกระจาย ตระกูลที่ค้าขายกับ พล.อ.ประยุทธ์ในสมัย คสช.รวยขึ้น แต่ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก ตายลงๆ ใน

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกชี้แจงว่า ที่มาของรายได้งบประมาณของรัฐบาล กำหนดรายได้ 1.งบประมาณประจำปี 2.แหล่งเงินนอกงบประมาณ ฉะนั้นยืนยันว่าการแถลงนโยบายไม่สามารถบอกได้ว่าจะนำภาษีใดไปใช้ในเรื่องใดอย่างชัดเจนได้บ้าง เนื่องจากเงินคงคลังและ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีทั้งหมดต้องส่งเข้าเป็นบัญชีแผ่นดิน ยืนยันรัฐบาลคำนึงหลักเสมอภาค เสถียรภาพของประเทศ รัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังจัดเก็บภาษีจากคนจน รายได้รัฐบาลภาษีจะลดลงหรือเพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

“ส่วนรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ก็ไปกู้ยืมมาก่อนแล้ว ค่อยใช้คืนทีหลัง ยืนยันมาตรการการเงินการคลังของประเทศยังเข้มแข็ง”

ยิ่งเกิดกรณีการแบมือขอรับเงินบริจาคช่วยน้ำท่วมครั้งนี้ มันสะท้อนถึง “ลำดับความสำคัญ ความเร่งด่วน และฐานะการเงินของประเทศ”

ประเทศเราต้องหาเงินเข้าประเทศแบบที่ต้องกู้หนี้ยืมสินเหมือนเช่น “ไพร่-คนรากหญ้า” แต่ใช้จ่ายบริหารงบประมาณมือเติบดั่ง “เศรษฐี”