หน้าแรก คอลัมนิสต์ ระบอบทุนนิยม ...

ระบอบทุนนิยม ถึงเวลาที่ต้อง ‘เริ่มต้นใหม่’กันหรือยัง โดย เศรษฐา ทวีสิน

27.09.19 | 13:00 น.

ในแวดวงนักลงทุน นักธุรกิจ หนังสือพิมพ์รายวัน ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) เป็นเหมือนคู่มือของนักลงทุนในระบอบทุนนิยมกันมาช้านาน เพราะหนึ่งในเนื้อหาสำคัญของหนังสือพิมพ์นี้จะว่าด้วยความเคลื่อนไหวของบริษัทชั้นนำต่างๆ หลากหลายทั้งธุรกิจเก่าแก่ไปจนถึงสตาร์ตอัพรุ่นใหม่ๆ ใครได้กำไรขาดทุนยังไง ใครจะเพิ่มทุนหรือเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ก็จะมีการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงให้ผู้อ่านที่เป็นนักลงทุนอย่างละเอียด

เรียกได้ว่าเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ตอบสนองโลกของ ระบอบทุนนิยม ได้อย่าง 100%

แต่อยู่ๆ เมื่อวันพุธที่ 18 กันยายน หน้าปกของหนังสือพิมพ์เล่มนี้ปรากฏข้อความโฆษณาเนื้อหาส่วนใหม่ พาดหัวในกรอบสีเหลืองสด เขียนว่า “Capitalism. Time for a Reset.” หรือแปลเป็นไทยแบบตรงตัวว่า “ระบอบทุนนิยม ถึงเวลาต้องเริ่มต้นกันใหม่” และมีข้อความห้อยท้ายสั้นๆ แปลเป็นไทยว่า “ธุรกิจไม่ได้มีหน้าที่แค่ต้องทำกำไร แต่ต้องตอบวัตถุประสงค์อื่นๆ ด้วย”

รียกได้ว่าตรงใจผมมากทีเดียวเพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมพยายามขายกับทุกคนมาโดยตลอดว่า ผู้นำองค์กรธุรกิจต้องให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจังและให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้างสมดุลให้ 4 เสาที่อุ้มชูธุรกิจ (ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และสังคม) และการที่หนังสือพิมพ์เจ้าแห่งระบอบทุนนิยมรายนี้ลุกขึ้นมาสร้างเนื้อหาเข้าข้างมุมมองนี้แสดงว่าผมก็คิดไม่ผิดครับ

การที่เค้าใช้คำว่า “เริ่มต้นใหม่” (reset) ไม่ได้หมายความว่าระบอบทุนนิยมจะหายไปจากโลกนี้ เพียงแค่ต้องถูกปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้ตอบโจทย์ของ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ส่วนอื่นในสังคมด้วย ไม่ใช่เดินหน้าสร้างกำไรตอบแทนสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นอย่างเดียวอย่างที่เคยให้ความสำคัญกันมา

เรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ต้องการคำตอบและได้รับการยืนยันจากองค์กรธุรกิจว่าพูดจริงทำจริง ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความเท่าเทียมกัน ความเป็นธรรมทางสังคม ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้รับเลยในสังคมที่บรรดาผู้นำประเทศปล่อยให้ระบอบทุนนิยมไหลไปด้วยตัวเองและไร้การควบคุม โดยเฉพาะในสหรัฐ ประเทศต้นตำรับแนวคิดดังกล่าว

Advertisement

ดูเหมือนจะถึงเวลาแล้วที่สังคมและคนธรรมดาเหล่านี้จะลุกขึ้นมาเรียกร้อง คนเดินดินธรรมดาที่ไม่ใช่นักลงทุนในวอลล์สตรีทได้เริ่มออกมาเรียกร้องบอกว่าสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ไม่เวิร์กสำหรับพวกเค้าอีกต่อไป ส่งผลเป็นการแสดงออกในระยะหลังๆ ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนประท้วงความโลภทางภาคธุรกิจที่วอลล์สตรีทเมื่อหลายปีก่อน หรือความสนใจและกำลังใจที่คนทั่วโลกหลายล้านคนเทให้กับ Greta Thunberg สาวน้อยที่เป็นโรค Asperger อายุ 16 ที่แล่นเรือข้ามมหาสมุทรมายังทำเนียบขาวเพื่อกล่าวต่อหน้าสมาชิกสภาในเรื่องของผลกระทบของธุรกิจต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเคยมีโอกาสเข้าพูดในสหประชาชาติและสภายุโรปมาแล้วด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศและ CEO ระดับโลกหลายคนอิจฉาเพราะไม่เคยได้โอกาสแบบนี้

ผมเชื่อว่าเจ้าสัวธุรกิจระดับบิ๊กของไทยเอง โดยเฉพาะ 2-3 เจ้าที่ผูกขาดและมีเครือข่ายธุรกิจแผ่ขยายครอบคลุมในทุกอณูชีวิตของเรา รวมถึงนักลงทุนในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้คงจะโล่งใจที่ในไทยเองยังไม่เคยมีความเคลื่อนไหวแบบที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกข้างต้น ทำให้ไม่มีใครลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับการแนวคิดทุนนิยมดั้งเดิมที่เขายังยึดติดอยู่

ที่จริงแล้วไม่ยากที่เราจะเริ่มต้นคิดใหม่กับระบอบทุนนิยม สำหรับองค์กรธุรกิจแล้วอย่างแรกที่ผมคิดว่าต้องทำคือเลิกยึดติดกับผลประกอบการ อัตรากำไร และราคาหุ้นในระยะสั้น ที่ถูกรายงานเป็นไตรมาสและประเมินรายปี ต้องลดทอนความสำคัญลง

ผมพูดเสมอว่าเรามักตกเป็นเหยื่อของบรรดานักวิเคราะห์หุ้นที่ต้องการกดดันให้เราบอกตัวเลขเหล่านี้ และเป็นสิ่งที่ผู้ถือหุ้นคนไหนๆ ก็ต้องการตัวเลขที่สวยขึ้นทุกไตรมาส ต่อเนื่องทุกปี แต่ทุกครั้งที่ผมไม่เห็นด้วยและชี้นำว่า “มูลค่า” ของธุรกิจไม่ได้มองแค่ตรงนี้ก็ถูกหาว่าเฉไฉเรื่องตัวเลขและอธิบายยังไงก็ไม่มีใครสนใจ เมื่อผนวกกับการที่ ผลตอบแทนจูงใจของผู้บริหารระดับสูงที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรยังต้องผูกติดกับตัวเลขระยะสั้น รายไตรมาส รายปี ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่หลายๆ คนไม่อยากที่จะเปลี่ยน

ยกตัวอย่างล่าสุด WeWork บริษัทสตาร์ตอัพชื่อดังของสหรัฐ ที่เคยเป็นขวัญใจของกองทุนและนักลงทุนหลายรายที่ตาลุกพองเมื่อเห็นการตีมูลค่าบริษัทที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นหลุมพรางกับดักตัวเองที่ต้องรับแรงกดดันของระบบทุนนิยม โดยขอยกเอาคำพูดของตัว CFO ที่พูดเพื่อปั่นความมั่นใจสำหรับการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก เป็นการแสดงถึงหัวจิตหัวใจที่ฝังรากแน่นอยู่กับการสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นเท่านั้น ด้วยการเน้นย้ำว่า “สมัยผมอยู่ AOL และ Time Warner Cable ผมทำทุกอย่างเพื่อให้นักลงทุนทุกคนของเราได้ผลตอบแทนมหาศาล เมื่อผมถูกจ้างมาที่นี่ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน ผมเชื่อมั่นว่าผมก็จะทำได้เหมือนที่เคยทำมา”

นี่แหละครับแนวความคิดแบบทุนนิยมที่ต้องถูกเริ่มต้นคิดใหม่อย่างรุนแรง ถ้าผู้บริหารของ WeWork คิดว่าเขาสามารถทำให้ผู้ถือหุ้นแฮปปี้ดีแล้วก็คงไม่ผิดที่เค้าจะทำเป็นมีรู้เรื่องกับพฤติกรรมการบริหารงานที่ไม่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนและออปชั่นหุ้นที่ผู้บริหาร 3 คนหลักได้รับที่สูงมาก สูงจนมูลค่าหุ้นของพนักงานบริษัทเองอาจได้รับผลกระทบลดลงกว่าที่พนักงานควรได้ ตัว CEO เองมีพฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจนเช่นการเอาตึกที่ตนเองซื้อมาปล่อยเช่าให้กับ Wework หรือการที่ CEO ของบริษัทมอบสิทธิขาดในการเลือกผู้สืบทอดตำแหน่ง CEO ให้กับภรรยาตนเองซะงั้น

ผมเองก็ไม่ได้อยากเห็นธุรกิจใครต้องล่มสลายเพราะการยึดติดกับแนวคิดทุนนิยมแบบเดิมหรอกนะครับ แต่มีตัวอย่างเช่นของ WeWork ให้เราเห็นบ้างก็ดี เผื่อบรรดาเจ้าสัวในไทยหรือรุ่นลูกรุ่นหลานเค้าจะได้ตระหนักจากกรณีศึกษาพวกนี้บ้างว่าหมดยุคแล้วของการ สะสมความมั่งคั่ง ในรูปแบบเก่า ที่ก่อให้เกิดอาการ “รวยกระจุก จนกระจาย”

โลกทุนนิยมกำลังเปลี่ยนไป และเราทุกคนมีส่วนช่วยในการสร้างนิยามใหม่ที่สร้างสรรค์กว่าเดิมให้กับแนวคิดนี้ครับ