เดินหน้าชน : พึ่งตนเอง : โดย สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

2.10.19 | 12:45 น.

สิ่งที่น่าห่วงสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยใกล้ตัวที่สุดตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องหนี้สินครัวเรือน

โดยเฉพาะปัญหาหนี้บัตรเครดิตเป็นปัญหาหนักอกของใครหลายคน

ไม่แค่เฉพาะปัญหาหนี้จากการรูดจ่ายซื้อสินค้าและบริการต่างๆ เท่านั้นแต่บางคนยังรูดเงินสดออกมาใช้จ่ายด้วยความจำเป็นนานัปการ

โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์สภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ ต่างประดังประเดพาเหรดกันเข้ามา

แต่ในเมื่อบัตรเครดิตเป็นทางเลือกอันน้อยนิด เพื่อชีวิตในยุครัฐบาล 4.0 ต้นทุนการใช้ชีวิตสูง แม้ว่าจะต้องโดนขูดเลือดดอกเบี้ยอันแสนหฤโหดแค่ไหน ก็ต้องยอมทน

Advertisement

สิ่งสำคัญต้องคอยย้ำเตือนกันเสมอ คือการใช้บัตรเครดิต

ต้องมีวินัย บังคับจิตใจไม่ให้ใช้จ่ายเกินตัว

ไม่เช่นนั้น “หายนะ” จะมาเยือนเจ้าของบัตรแน่นอน

เห็นตัวอย่างจากใครหลายคนเป็นหนี้บัตรเครดิตสะบักสะบอม ส่งผลกระทบไปถึงครอบครัวและคนรอบข้าง บางครั้งลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคม

ล่าสุด นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูล เครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร ให้ข้อมูลการได้รับอนุมัติสินเชื่อใหม่ ยิ่งน่าห่วงหนักข้อขึ้นอีก

เพราะพบว่าผู้ได้รับสินเชื่อเป็นกลุ่มที่มีอายุน้อยลงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเจน Y อายุ 22-39 ปี และ Z อายุน้อยกว่า 22 ปี คือกลุ่มที่เพิ่งเริ่มทำงาน เริ่มสร้างครอบครัว รวมทั้งกลุ่มที่ยังเรียนไม่จบปริญญาตรีด้วยซ้ำ

จากข้อมูลการอนุมัติสินเชื่อของเครดิตบูโร ณ ไตรมาสที่ 2 ปี 2562 พบว่าบัญชีบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 1.19 ล้านบัญชี หรือ 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากกลุ่ม Y ถึง 63% ขณะที่ในปี 2560 สัดส่วนบัญชีบัตรเครดิตใหม่ของกลุ่มเจน Y อยู่ที่ 59% ปี 2559 อยู่ที่ 56% และปี 2558 อยู่ที่ 53%

ในส่วนจำนวนบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 1.96 ล้านบัญชี หรือ 7.3% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เพิ่มขึ้นจากกลุ่ม Y เป็นส่วนใหญ่ สัดส่วน 50% ขณะที่เจน Z เริ่มเห็นสัดส่วนเข้ามาที่ 1% ส่วนเจน X อายุ 40-54 ปี สัดส่วน 36% และเบบี้บูม อายุ 55-73 ปี 13%

ทางด้านตัวเลขจำนวนบัญชีใหม่ของสินเชื่อส่วนบุคคล หนี้สินที่สำคัญอีกตัว กลุ่มเจน Y เพิ่มขึ้น ปี 2558-2560 ที่ 46%, 44% และ 48% ตามลำดับ

อีกตัวที่สำคัญ คือจำนวนบัญชีสินเชื่อรถยนต์เพิ่มขึ้น 8.06 แสนบัญชี หรือ 3.2%

ส่วนใหญ่จากกลุ่มเจน Y สัดส่วน 51% และเจน Z เริ่มเห็นสัดส่วน 1% ส่วนเจน X อยู่ที่ 37% และเบบี้บูมที่ 11%

จำนวนบัญชีใหม่ของสินเชื่อรถยนต์ หรือพวกบรรดามือใหม่ หรือเปลี่ยนรถใหม่ กลุ่มเจน Y เพิ่มขึ้น ปี 2558-2560 ที่ 44%, 47% และ 50% ตามลำดับ

เครดิตบูโรห่วงว่า กลุ่มที่มีอายุน้อยลงได้รับการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเจน Y และ Z กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กังวล

มีความอ่อนไหวและเสี่ยงจะเป็นหนี้เสีย เช่นเดียวกับกลุ่มใกล้เกษียณอายุ และกลุ่มมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท

กังวลว่าหากอายุมากขึ้น ได้รับการอนุมัติสินเชื่อเพิ่มอีกหนี้สินครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น การชำระหนี้คืนจะเป็นอย่างไร เพราะการชำระหนี้คืนจะทำให้หนี้ลดลงได้ ผู้ชำระต้องมีการชำระหนี้มากขึ้น หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อนำมาชำระหนี้

แต่ขณะนี้การเพิ่มขึ้นของรายได้มีปัจจัยเศรษฐกิจที่กดดันอยู่ จึงเป็นความกังวลที่เครดิตบูโรกำลังเฝ้าติดตามดูข้อมูลอย่างใกล้ชิด

ถือว่าเป็นสัญญาณที่สะท้อนออกมา คอยย้ำเตือนเพื่อให้ทุกคนเฝ้าระวังการใช้จ่าย อย่าหวังพึ่งรัฐบาลว่าจะต้องช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะลำพังรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำจะเอาตัวเองรอดยังลำบาก

ที่สำคัญรัฐบาลนี้มีฝีมือการบริหารงานในยุคแห่งการแข่งขันได้จริงหรือ

และยังมีข้อสงสัยอีกว่า มาจนถึงขนาดนี้แล้ว ก้นบึ้งของหัวใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังจะห่วงแต่เรื่องเครือข่าย “ทักษิณ” จะกลับมา แค่นั้นใช่หรือไม่

เพราะพูดออกมาแต่ละครั้งมักจะหลุดความในใจ มีแต่เรื่องเชื่อมโยงกับรัฐบาลเก่า ทั้งที่โลกไปถึงไหนกันแล้ว

ดังนั้นทางที่ดี อย่าไปหวังพึ่งใคร เราต้องดูแลตัวเอง ทำตัวให้แข็งแรงเข้าไว้ในสถานการณ์เช่นนี้

ต้องแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจให้ได้ จะได้ไม่เชื่อใครง่ายๆ ว่า จะเข้ามาปฏิรูปนั่นโน่นนี่อีก

ท้ายที่สุดก็ไปไม่ถึงไหน ต้องมานั่งอิลักอิเหลื่อ เปลี่ยนก็เปลี่ยนไม่ได้ ทนกันอยู่อย่างนี้ต่อไป

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา