การเสนอให้การเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่เขต 5 นครปฐม โดยพรรคอนาคตใหม่ เป็นการเสนอบนบทสรุปที่มีลักษณะเพ้อฝันและไร้เดียงสาในทางการเมืองหรือไม่
เพราะ ส.ส. 1 คนแทบมิได้ส่งผลอะไร
ที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีมูลมาจากการลาออกของ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่เอง
การได้หรือไม่ได้พรรคอนาคตใหม่ก็เท่าตัว
ตรงกันข้าม หากเป็นการสูญเสียไม่ว่าจะให้แก่คนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะให้แก่คนของพรรคชาติไทยพัฒนาต่างหากที่สำคัญ
เพราะทำให้จำนวนของ “ฝ่ายค้าน” ลดลง
การเสนอยุทธศาสตร์ให้การเลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม มีลักษณะในทางยุทธศาสตร์จึงเป็นผลประโยชน์เฉพาะของพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น
มิได้เป็นประโยชน์โดยรวมของ “ฝ่ายค้าน”
มีความจำเป็นต้องพิจารณาปัญหาการเลือกตั้งซ่อมอย่างมองเห็นลักษณะของ “องค์รวม” ในทางการเมืองเพราะนี่มิได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อรักษาพื้นที่ของพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น
หากแต่พรรคอนาคตใหม่เป็นส่วนหนึ่งของพรรคฝ่ายค้าน
ขณะเดียวกัน ฝ่ายของรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคพลังประชารัฐก็ตระหนักในบทบาทและความสำคัญจึงได้เปิดทางให้กับพรรคประชาธิปัตย์
เพียงแต่พรรคชาติไทยพัฒนาอดใจไม่อยู่
เนื่องจากพรรคชาติไทยพัฒนามีคนของตระกูล “สะสมทรัพย์” อยู่ ประกอบกับมีความเชื่อโดยพื้นฐานว่าจังหวัดนครปฐมเคยเป็นเขตอิทธิพลของตระกูล “สะสมทรัพย์”
การลงสมัครเพื่อ “ทวงคืน” จึงมีความสำคัญ
ขณะเดียวกัน การทวงคืนครั้งนี้ก็มิได้มีความหมายเพียงต่อตระกูล “สะสมทรัพย์” และพรรคชาติไทยพัฒนาเท่านั้น หากแต่ยังมีความหมายต่อ 1 เสียงอันเพิ่มขึ้นของรัฐบาล
ตรงนี้แหละทำให้การเลือกตั้งซ่อมได้รับการยกระดับ
ความเป็นจริงที่จะต้องยอมรับก็คือ 1 ความเป็นจริงที่คณิตศาสตร์การเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านเหลื่อมซ้อน ก้ำกึ่งกัน
คือ มากและน้อยกว่ากันไม่มากนัก
ขณะเดียวกัน 1 นับแต่มีการขานชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนเป็นต้นมา จำนวน 251 เสียงของ ส.ส.ก็มีการแปรเปลี่ยนอย่างไม่ขาดสาย
ปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 1 ก็คือ การเลือกตั้งซ่อม
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งซ่อมอันมีผลต่อการคิดคำนวณคะแนนบัญชีรายชื่อใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งซ่อมอันไม่มีผลต่อการคิดคำนวณคะแนนบัญชีรายชื่อใหม่
ล้วนมีผลสะเทือน ล้วนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงในเชิง “ปริมาณ” เช่นนี้เองจะนำไปสู่สภาวะสั่นไหว เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ไม่แน่นอนในดุลแห่งกำลังของทั้ง 2 ฝ่าย
จุดนี้แหละที่กำหนดให้เป็น “ยุทธศาสตร์” สำคัญในทางการเมือง
ไม่ว่าพรรคการเมืองในปีกของรัฐบาล ไม่ว่าพรรคการเมืองในปีกของฝ่ายค้าน จึงถูกสถานการณ์บีบบังคับให้จำเป็นต้องคิดในเชิง “ยุทธศาสตร์”
“ยุทธศาสตร์” ต้องแน่วแน่และมั่นคง
เมื่อยุทธศาสตร์แน่วแน่และมั่นคง “ยุทธวิธี” อาจยืดหยุ่นและพลิกแพลง แต่ก็ต้องรองรับและเป็นหลักประกันให้บรรลุยุทธศาสตร์ตามเป้าหมาย
นี่คือแนวทางที่จะเป็น “หลักนิยม” ในทางความคิด

