คำถาม การเมือง เลือกตั้งเขต 5 นครปฐม ประชาชน ผู้ตอบ

4.10.19 | 12:15 น.

การเลือกตั้ง “ซ่อม” ที่เขต 5 นครปฐม กำลังเป็นสนามทดลองในทางการเมืองอันแหลมคมยิ่งไม่เพียงแต่จากพรรคอนาคตใหม่

หากแม้กระทั่งจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา

กล่าวสำหรับพรรคอนาคตใหม่เสนอยุทธศาสตร์ให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเหมือนกับ “โดมิโน” สำคัญอันจะส่งผลสะเทือนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เห็นจากสโลแกน “ทนลุงไม่ไหว กาอนาคตใหม่”

เห็นจากการขยายประเด็นทำให้กระบวนการตัดสินใจ กระบวนการเลือกเท่ากับเป็นการลงประชามติในทางการเมือง

Advertisement

เอา หรือไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ขณะเดียวกัน ทางด้านซีกของรัฐบาล ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคชาติพัฒนา พยายามหดเป้า ดึงให้การเลือกตั้งเสมอเป็นเพียงการเลือกในระดับท้องถิ่น

ทำให้การเลือกตั้ง “ส.ส.” ลดระดับเป็น “ส.จ.”

ก่อนการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม โครงสร้างและกระบวนการเลือกตั้งในนครปฐมอาจเป็นเรื่องของบ้านใหญ่ อาจเป็นเรื่องของตระกูลบางตระกูล

ไม่ว่าอยู่พรรคเอกภาพ ไม่ว่าอยู่พรรคไทยรักไทยก็ชนะ

จะมีสอดแทรกเหมือนใบเฟิร์นประดับแจกันบ้างก็จากพรรคชาติไทย จากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ด้านหลักยังเป็นของบ้านใหญ่

มาในการเลือกตั้งเดือนมีนาคมนั่นแหละที่แปรเปลี่ยน

แปรเปลี่ยนจากที่บ้านใหญ่ถูกแย่งชิงไปโดยด้านหลักเป็นพรรคอนาคตใหม่ ด้านรองเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์

แม้กระทั่งเขต 5 พรรคอนาคตใหม่ก็ชนะขาดลอย

บางคนอาจวิเคราะห์ว่าชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่อาจเป็นเพราะบ้านใหญ่ถูกกดดันให้ย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย ประกอบกับพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ

เหมือนกับว่าฐานเสียงมิได้เป็นของพรรคอนาคตใหม่อย่างแท้จริง

คําถามที่ว่าพื้นที่นครปฐมเปลี่ยนไปหรือไม่ คำตอบจึงจะพิสูจน์ทราบได้จากความเป็นจริงที่ประชาชนจะแสดงออกในวันที่ 23 ตุลาคม

หากว่าพรรคชาติไทยพัฒนาชนะก็เป็นอย่างหนึ่ง

หากว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง

ขณะเดียวกัน หากชัยชนะเป็นของพรรคอนาคตใหม่เท่ากับยืนยันว่านครปฐมและคนนครปฐมได้เปลี่ยนไปแล้วคือความจริง

การเปลี่ยนในที่นี้คือ การเปลี่ยนในเชิง “คุณภาพ”

เปลี่ยนจากการเมืองในระดับท้องถิ่น การเมืองที่ผูกพันอยู่กับระบบอุปถัมถ์และความสัมพันธ์ส่วนตัวมาเป็นการเมืองในเชิงอุดมการณ์ ความคิด

เป็นการยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองระดับชาติกับการเมืองระดับท้องถิ่น

เป็นการเข้าสู่ยุค “โลกาภิวัตน์” อย่างแท้จริง

เมื่อมีการเสนอ “หลักการ” แต่ละ “หลักการ” ขึ้นมาเป็นเข็มมุ่งและชี้ทิศทางในการต่อสู้ และละพรรคการเมืองจึงต้องดำเนินการไปตามความคิดแต่ละความคิดของตน

ยืนยันการวิเคราะห์ว่าถูกต้อง

ยืนยันผ่านการเคลื่อนไหวในทางการเมืองเพื่ออาศัยกระบวนการเลือก กระบวนการตัดสินใจของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ

คำตอบจึงอยู่กับการตัดสินใจของ “ประชาชน”