การเลือกตั้ง “ซ่อม” ที่เขต 5 นครปฐม กำลังเป็นสนามทดลองในทางการเมืองอันแหลมคมยิ่งไม่เพียงแต่จากพรรคอนาคตใหม่
หากแม้กระทั่งจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา
กล่าวสำหรับพรรคอนาคตใหม่เสนอยุทธศาสตร์ให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเหมือนกับ “โดมิโน” สำคัญอันจะส่งผลสะเทือนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เห็นจากสโลแกน “ทนลุงไม่ไหว กาอนาคตใหม่”
เห็นจากการขยายประเด็นทำให้กระบวนการตัดสินใจ กระบวนการเลือกเท่ากับเป็นการลงประชามติในทางการเมือง
เอา หรือไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ขณะเดียวกัน ทางด้านซีกของรัฐบาล ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคชาติพัฒนา พยายามหดเป้า ดึงให้การเลือกตั้งเสมอเป็นเพียงการเลือกในระดับท้องถิ่น
ทำให้การเลือกตั้ง “ส.ส.” ลดระดับเป็น “ส.จ.”
ก่อนการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม โครงสร้างและกระบวนการเลือกตั้งในนครปฐมอาจเป็นเรื่องของบ้านใหญ่ อาจเป็นเรื่องของตระกูลบางตระกูล
ไม่ว่าอยู่พรรคเอกภาพ ไม่ว่าอยู่พรรคไทยรักไทยก็ชนะ
จะมีสอดแทรกเหมือนใบเฟิร์นประดับแจกันบ้างก็จากพรรคชาติไทย จากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ด้านหลักยังเป็นของบ้านใหญ่
มาในการเลือกตั้งเดือนมีนาคมนั่นแหละที่แปรเปลี่ยน
แปรเปลี่ยนจากที่บ้านใหญ่ถูกแย่งชิงไปโดยด้านหลักเป็นพรรคอนาคตใหม่ ด้านรองเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์
แม้กระทั่งเขต 5 พรรคอนาคตใหม่ก็ชนะขาดลอย
บางคนอาจวิเคราะห์ว่าชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่อาจเป็นเพราะบ้านใหญ่ถูกกดดันให้ย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย ประกอบกับพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ
เหมือนกับว่าฐานเสียงมิได้เป็นของพรรคอนาคตใหม่อย่างแท้จริง
คําถามที่ว่าพื้นที่นครปฐมเปลี่ยนไปหรือไม่ คำตอบจึงจะพิสูจน์ทราบได้จากความเป็นจริงที่ประชาชนจะแสดงออกในวันที่ 23 ตุลาคม
หากว่าพรรคชาติไทยพัฒนาชนะก็เป็นอย่างหนึ่ง
หากว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
ขณะเดียวกัน หากชัยชนะเป็นของพรรคอนาคตใหม่เท่ากับยืนยันว่านครปฐมและคนนครปฐมได้เปลี่ยนไปแล้วคือความจริง
การเปลี่ยนในที่นี้คือ การเปลี่ยนในเชิง “คุณภาพ”
เปลี่ยนจากการเมืองในระดับท้องถิ่น การเมืองที่ผูกพันอยู่กับระบบอุปถัมถ์และความสัมพันธ์ส่วนตัวมาเป็นการเมืองในเชิงอุดมการณ์ ความคิด
เป็นการยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองระดับชาติกับการเมืองระดับท้องถิ่น
เป็นการเข้าสู่ยุค “โลกาภิวัตน์” อย่างแท้จริง
เมื่อมีการเสนอ “หลักการ” แต่ละ “หลักการ” ขึ้นมาเป็นเข็มมุ่งและชี้ทิศทางในการต่อสู้ และละพรรคการเมืองจึงต้องดำเนินการไปตามความคิดแต่ละความคิดของตน
ยืนยันการวิเคราะห์ว่าถูกต้อง
ยืนยันผ่านการเคลื่อนไหวในทางการเมืองเพื่ออาศัยกระบวนการเลือก กระบวนการตัดสินใจของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ
คำตอบจึงอยู่กับการตัดสินใจของ “ประชาชน”

