ที่ผ่านมาคอลัมน์ “ไทยพบพม่า” เคยกล่าวถึงบทบาทของจีนในการเมืองและสังคมพม่ามาพอสมควรแล้ว และก็เคยกล่าวถึงความเป็นมาของความสัมพันธ์จีน-พม่าในบริบทสงครามเย็นมาบ้าง ประเด็นเหล่านี้ช่วยให้เราประเมินได้คร่าวๆ ว่าจีนคิดกับพม่าอย่างไร แน่นอน ในฐานะเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน 2,185 กิโลเมตร พม่าย่อมมีความสำคัญกับจีนไม่แพ้ประเทศอื่นใดในภูมิภาค ที่ผ่านมา รัฐในพม่ามีความสัมพันธ์กับจีนแบบหลวม ๆ เพราะพื้นที่ของพม่าเองไม่ได้อยู่ติดกับจีนเสียทีเดียว หากแต่มีพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยเป็นรอยต่อกันชนอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาติจึงมีประเด็นเรื่องชนกลุ่มน้อยเข้าไปเกี่ยวข้องอย่าง
หลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับชาติมหาอำนาจทั้งหลาย พม่าเป็นประเทศที่มีความสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับอินเดีย และยังเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภูมิภาคเข้ากับพื้นที่การค้าโบราณขนาดใหญ่ในมหาสมุทรอินเดียด้วย แต่ก็ต้องกล่าวว่า พม่าเป็นประเทศที่ “เจาะยาก” นับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมา ไม่ง่ายนักที่ชาติมหาอำนาจจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลพม่า ที่มีนโยบายวางตัวเป็นกลาง และพยายามโดดเดี่ยวตนเองจากการขับเคี่ยวของมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และจีน มาโดยตลอด
แต่ในปัจจุบัน พม่าถูกกดดันให้เปิดประเทศมากขึ้น แต่ก็มีนโยบายทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เป็นตัวของตัวเอง และไม่ยี่หระกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของประชาคมโลกมากนักเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ใด ๆ ขึ้นในประเทศของตน ในยุคที่จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก ยุทธศาสตร์ใหม่ของจีนในอินโด-แปซิฟิกเป็นนโยบายเชิงรุกเพื่อสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศทั่วโลก และสำหรับยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนพยายามแทรกแซงและแทรกซึมเข้ามาในพื้นที่แถบนี้โดยตลอด ผ่านการค้าและการสนับสนุนให้ชาวจีนเข้าไปตั้งรกราก ทำธุรกิจ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่จีนให้ความสำคัญมากอีกประการหนึ่งคือนโยบายด้านสื่อ และการเซ็นเซอร์สื่อ
หากจะลองเข้าใจนโยบายเชิงรุกด้านสื่อของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ลองนึกถึงงานฉลองวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนครบ 70 ปีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการถ่ายทอดสดในบางประเทศทั่วโลก รวมทั้งไทยด้วย หรือการเจาะสำนักข่าวบางแห่งให้เป็นกระบอกเสียงแทนสำนักข่าวของรัฐบาลจีน อย่างสำนักข่าวซินหัว (Xinhua) หากปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศที่ “เจาะยาก” อย่างพม่า ผู้เขียนมั่นใจเลยว่าคงก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอย่างแน่นอน และอาจเกิดเป็นการ
ประท้วงย่อมๆ ขึ้นได้ด้วย
รัฐบาลจีนเข้าใจข้อจำกัดนี้ และพยายามฝ่าด่านเพื่อแทรกแซงสื่อและรัฐบาลพม่าตลอดมา ไม่ใช่ว่าจีนไม่สามารถแทรกแซงพม่าได้ เพียงแต่ผลลัพธ์และความชัดเจนของการแทรกแซงนั้นไม่ได้ชัดเจนเหมือนในกรณีของไทยและกัมพูชา สองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถือว่าเป็นพันธมิตรอันเหนียวแน่นที่สุดของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อปีที่แล้ว มีสำนักข่าว AFP ตีข่าวเรื่องการสมรสโดยการบังคับ (forced marriage) ของผู้หญิงจากกลุ่มชาติพันธุ์ฉาน (ไทใหญ่) และกะฉิ่น ที่ถูกลักลอบนำตัวไปในจีนและถูกบังคับให้แต่งงานกับชายชาวจีน แต่มีหนังสือพิมพ์ภาษาพม่าฉบับหนึ่งที่พยายามนำเสนอข่าวการสมรสโดยการบังคับนี้แตกต่างไป โดยอ้างคำสัมภาษณ์ของผู้หญิงชาวกะฉิ่นคนหนึ่งที่แต่งงานกับชาวจีนและกล่าวว่า มีชีวิตแต่งงานที่มีความสุข และมีชีวิตที่สุขสบาย หนังสือพิมพ์ดังกล่าวใช้ชื่อว่า “เป้า พอ” (Pauk-Phaw) หรือการทูตแบบญาติมิตร
การ “เจาะ” เข้าไปในพม่าผ่านสื่อและอำนาจอ่อน (soft power) อื่นๆ เป็นภารกิจหลักของรัฐบาลปักกิ่ง เพราะหมายถึงผลประโยชน์มหาศาลที่จะได้รับจากพม่า หากจำกันได้ จีนมีโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ชื่อว่าเขื่อนมยิตโซน (Myitsone Dam) ที่รัฐกะฉิ่น แต่รัฐบาลพม่าแขวนโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2011 ในสมัยประธานาธิบดีเตง เส่ง ด้วยมีการประท้วงโดยชาวกะฉิ่นในพื้นที่ เกรงว่าการสร้างเขื่อนจะก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตดั้งเดิม นับตั้งแต่นั้น จีนใช้เงินมหาศาลเพื่อแพร่อิทธิพลของตนเข้าไปในสื่อภาษาพม่า ในปี 2009 รัฐบาลจีนประกาศว่าจะใช้เงิน 6.6 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อแทรกซึมเข้าไปในสื่อท้องถิ่นทั่วโลก ตั้งแต่การจ้างนักข่าวต่างชาติให้ไปทำงานกับสำนักข่าวของรัฐบาลจีน และการเปิดสำนักข่าวเพิ่มขึ้นในอีกหลายประเทศ
หนังสือพิมพ์เป้า พอ ที่เพิ่งจะกล่าวถึง เป็นส่วนหนึ่งของ Dehong Media Group บริษัทด้านสื่อของรัฐบาลจีน ซึ่งลงนามในข้อตกลงกับ Myitkyina News Journal หนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่มีผู้อ่านมากที่สุดในรัฐกะฉิ่น อิทธิพลของสื่อจีนไม่ได้อยู่เฉพาะกับหนังสือพิมพ์ในท้องถิ่น แต่ยังครอบคลุมมาถึงหนังสือพิมพ์ 7Day ที่เป็นทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน และสำนักข่าวในสื่อโซเชียลที่มีผู้ติดตามมากถึง 23 ล้านคน ที่ลงข่าวและโฆษณาให้สำนักข่าวจีน เพื่อลดความเกลียดชังจีน และสร้างทัศนคติที่ดีต่อรัฐบาลจีนในหมู่ผู้อ่านพม่า เนื้อหาในหนังสือพิมพ์ 7Day และสื่ออื่น ๆ พยายามโยงว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพม่า เช่น การสู้รบในรัฐกะฉิ่น ฯลฯ เป็นผลจากการแทรกแซงของชาติตะวันตก และในกรณีฮ่องกง ซึ่งชาวพม่าให้ความสนใจมาก สื่อพม่าบางสำนัก (ไม่ใช่เฉพาะ 7Day) ก็ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลจีน โดยอ้างว่าการประท้วงในฮ่องกงถูกแทรกแซงจากภายนอก
สำนักข่าวอื่นๆ ที่ตระหนักว่าการลงข่าวของสำนักข่าวจีนเป็นประเด็นละเอียดอ่อนในพม่า และเกรงว่าจะเสียฐานผู้อ่านของตนไป ก็มีวิธีรับเงินจากสื่อจีนแบบ “เนียนๆ” เช่นการตีพิมพ์บทความที่เขียนขึ้นโดยสื่อของจีนในหน้าโฆษณา หนังสือพิมพ์ The Voice Daily เคยรับเงินจากจีนมา 1,000 เหรียญเพื่อตีพิมพ์บทความสนับสนุนรัฐบาลจีนมาแล้ว
รัฐบาลจีนมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปมีอิทธิพลในสื่อกระแสหลักของพม่าเพิ่มขึ้น และในอนาคตยังต้องการซื้อหุ้นในบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ของพม่าด้วย การรุกคืบเข้าไปของกลุ่มทุนจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลปักกิ่ง เป็นกุศโลบายสำคัญมาก ๆ ของจีนเพื่อครองความเป็นใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคที่มีความสำคัญสูงสุดแห่งหนึ่งของจีน จีนรู้ดีว่ามีรัฐบาลในภูมิภาคนี้เพียงบางประเทศเท่านั้นที่ “โปร” จีนอย่างออกนอกหน้า แต่สำหรับอีกหลายๆ ประเทศ ทั้งพม่า เวียดนาม หรือฟิลิปปินส์ ซึ่งล้วนมีข้อพิพาทกับจีนมาตลอด และยังมีประวัติศาสตร์บาดแผลกับจีนมาเป็นทุนเดิม การ “เจาะ” ให้เข้า นอกจากต้องสร้างสัมพันธ์กับอีลีท นักการเมือง และกองทัพของประเทศเหล่านั้นแล้ว การเข้าหาสื่อในท้องถิ่นก็เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนสำหรับจีน

