ปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาปากท้องของประชาชนที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติเป็นหนึ่งในมิติของปัญหาที่ทุกรัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญในการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าปัญหาดังกล่าวนับวันจะเป็นปรากฏการณ์ที่ยังไม่มีรัฐบาลใดแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม
รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็นอีกหนึ่งในรัฐบาลที่มีการตั้งธงสำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจในหลากหลายมิติซึ่งจากการศึกษาสาระสำคัญของนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 จะพบว่ารัฐบาลได้นำเสนอแนวทางไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง
ทั้งนี้ หากย้อนไปดูถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชาติเมื่อส่องไปดูถ้อยคำหรือวลีที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภาส่วนใหญ่จะฉายให้เห็นถึงความตระหนักที่จะนำพาประเทศให้ก้าวพ้นวิกฤตและสภาวะที่ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ
หนึ่งในวลีที่นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อรัฐสภาซึ่งถือได้ว่าจะเป็นหนึ่งในมิติที่คณะรัฐมนตรีและข้าราชการจะต้องนำไปเชื่อมโยงสู่การพัฒนาดังความตอนหนึ่งว่า “แม้ว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากขณะนี้ปัจจัยภายนอกและภายในประเทศเปลี่ยนไปมาก ประเทศไทยในขณะนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆที่มีความซับซ้อนสูงทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ การเข้าบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในครั้งนี้จึงเป็นการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงสถานการณ์ต่างๆ มีความไม่แน่นอนในทุกมิติทั้งในด้านเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยหลายประการโดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทย…” (ประชาชาติออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2562)
พร้อมกันนั้นนายกรัฐมนตรีได้ขยายแนวคิดเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาเพื่อนำประเทศให้หลุดพ้นวิกฤตอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ผันแปรดังความตอนหนึ่งว่า “รัฐบาลนี้จึงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางมีการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึงแก้ไขปัญหาปากท้องและสร้างรายได้ให้ประชาชนให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำคนไทยในทุกช่วงวัยจะมีความพร้อมทั้งในด้านหลักคิด คุณธรรม และจริยธรรมและมีศักยภาพที่จะดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 เราจะร่วมสร้างการเติบโตคุณภาพไม่ใช่การเติบโตเชิงปริมาณ…” (ประชาชาติออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2562)
อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลา 3 เดือนในการเข้ามาบริหารกิจการบ้านเมืองของรัฐบาลชุดนี้จะพบว่ารัฐบาลได้เดินหน้าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดังที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาในหลายหลากมิติ ซึ่งแนวทางที่รัฐบาลได้นำมาขยายจากนโยบายหลัก 12 ด้านจะเห็นได้ว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงที่มีบทบาทหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน
“ประชารัฐสร้างไทย” เป็นหนึ่งในนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากภายใต้การกำกับของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งแนวนโยบายดังกล่าวจะเป็นการผนึกพลังขององค์กรภาครัฐที่มีความพร้อมในการเดินหน้าเพื่อแก้ปัญหาและขจัดความยากจนของคนไทย
ด้วยความมุ่งมั่นสำหรับการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัตินายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงได้จัดให้มีการประชุมร่วมกับองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อมอบนโยบายพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน “ประชารัฐสร้างไทย” ที่อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา
การประชุมมอบนโยบายในวันนั้นรองนายกรัฐมนตรีได้ฉายภาพให้เห็นถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่รัฐบาลมุ่งมั่นในการที่จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพดังความตอนหนึ่งว่า
“เรื่องความยากจนเหลื่อมล้ำไม่ใช่เรื่องใหม่ไม่ใช่ความผิดของใครหรือรัฐบาลใดแต่เป็นเรื่องเก่าเป็นปัญหาของประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาซึ่งประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรชีวิตขึ้นอยู่กับพืชผลทางการเกษตรด้วยทางด้านวิทยาการต้องพึ่งพาความเมตตาจากธรรมชาติ ปีไหนธรรมชาติเมตตาสินค้าเกษตรตลาดโลกราคาดีทำให้กลุ่มเกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ แต่ถ้าปีใดธรรมชาติโหดร้ายตลาดโลกมีปัญหาทำให้กลุ่มเกษตรกรเดือดร้อนเพราะเขาผลิตพืชผลด้วยพืชเชิงเดี่ยวไม่มีการใช้เทคโนโลยีทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสิน ขายที่ดินเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด”(มติชน 22 กันยายน 2562 หน้า 2)
และที่น่าสนใจจากการประชุมดังกล่าวรองนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวเพื่อกระตุ้นให้คนไทยผนึกพลังร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาประเทศภายใต้ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้างดังความว่า “คนไทยควรร่วมกันเพื่อให้พื้นฐานไทยเข้มแข็ง เราคิดเราพยายามแต่ไม่ได้รับความร่วมมือมีแต่เสียงด่ามีการกระแทกโลกออนไลน์ทำให้เกิดความบั่นทอนจิตใจคนที่กำลังทำงาน อย่างไรก็ตามอยากให้คนไทยมาร่วมกันเปลี่ยนแปลงฐานรากให้เข้มแข็ง…(มติชน 22 กันยายน 2562 หน้า 2)
จากแนวคิดของรองนายกรัฐมนตรีที่ถ่ายทอดสู่ที่ประชุมในวันนั้นจะเห็นได้ว่าการพัฒนาเพื่อยกระดับและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับประชาชนในกลุ่มรากหญ้าหรือฐานรากของประเทศซึ่งเขาเหล่านั้นได้รับผลกระทบจากการแปรผันอันเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกและภายในประเทศมาอย่างยาวนานจำเป็นอยู่เองที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะการรวมพลังในการเกาให้ถูกที่คันของแก่นแท้แห่งปัญหาอย่างแท้จริง
การร่วมมือผนึกพลังเพื่อส่งผลให้นโยบายประชารัฐสร้างไทยสามารถเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การแก้ไขให้คนไทยกลุ่มใหญ่หลุดพ้นจากกับดักหรือหลุมดำแห่งความยากจนวันนี้เป็นที่น่ายินดีที่หน่วยงานภาครัฐซึ่งมีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้อง
ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้เดินหน้าที่จะเคียงข้างกับรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวมทั้งธนาคารกรุงไทย และอีกหลายๆ หน่วยงานองค์กรเหล่านี้ล้วนแล้วต่างเป็นจอมทัพที่สำคัญสำหรับการขับเคลื่อน
หนึ่งในมิติของตัวอย่างการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่น่าสนใจและสามารถเกาได้ถูกที่คัน เช่น การที่ธนาคารออมสินได้จับมือกับสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศในการเข้าไปเป็นสะพานเชื่อมเพื่อให้ไปถึงประชาชนคนรากหญ้าอย่างแท้จริงได้แก่จัดโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่นและโครงการมหาวิทยาลัยประชาชน
จากการที่ธนาคารออมสินได้เข้าไปมีบทบาทจัดโครงการดังกล่าวศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งของหน่วยงานที่เข้าไปจัดกิจกรรมโดยส่งนักศึกษาและคณาจารย์ลงไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้านระดับฐานรากในเขตกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะชุมชนในภาคตะวันออกของกรุงเทพมหานครพบว่าชุมชนกลุ่มนี้เป็นชุมชนที่มีศักยภาพ มีทรัพยากรพร้อมทั้งด้านตัวบุคคลและมรดกทางปัญญาตลอดจนศิลปะและวัฒนธรรมเมื่อนักศึกษาและคณาจารย์โดยการสนับสนุนของธนาคารออมสินเข้าไปขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้วยการสร้างองค์ความรู้ถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการตลาดแนวใหม่เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดวันนี้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสามารถสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับกลุ่มตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อกล่าวถึงนวัตกรรมและแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศทำให้ต้องไปศึกษาถึงผู้นำบางประเทศที่สามารถบริหารจัดการจนฟื้นเศรษฐกิจและนำประเทศไปสู่ความมั่นคงและความมั่งคั่งจนได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในวันนี้ดังที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฉายภาพให้ผู้เข้าร่วมประชุมการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐสร้างไทยได้นำไปเป็นกรณีศึกษา
เช่นนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ดำเนินการแก้ปัญหาความยากจนว่าตั้งแต่สมัยทำงานให้พรรคคอมมิวนิสต์ ในครั้งที่ได้ไปเยี่ยมเยียนจังหวัดหนึ่งมีตำบลที่เขาได้ประกาศเอาชนะความยากจน เปรียบคนจนเหมือนนกที่ออกจากไข่อ่อนแอต้องดูว่าทำอย่างไรที่จะให้นกบินได้และบินไปไกลด้วย
นอกจากนั้นรองนายกรัฐมนตรียังได้ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาความยากจนที่ต้องดูแลให้ตรงจุด เช่นนายลี เซียนลุง นายกสิงคโปร์บอกว่าพ่อของเขานั้นมีแนวคิดที่ต้องปฏิบัติตนเองให้ได้ทำให้สิงคโปร์ต้องมี Desing Thinking หรือแนวคิดเชิงออกแบบดูว่าประเทศสิงคโปร์มีข้อจำกัดอย่างไรต้องทำอย่างไรถึงขนาดต้องย้ายสนามบินเพื่อให้บริเวณนั้นก่อสร้างตึกสูงได้
ด้วยความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการนำแนวนโยบายแห่งรัฐภายใต้มิติประชารัฐสร้างไทยเพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้ตรงเป้าอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลวันนี้จำเป็นอยู่เองที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องตระหนักและให้ความสำคัญอย่างจริงจังและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
เหนือสิ่งอื่นใดปัญหาความยากจนจะหมดไปจากสังคมได้จำเป็นอยู่เองที่ภาครัฐจะต้องสร้างวิธีการเรียนรู้เพื่อให้คนจนสามารถยืนบนขาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนการทุ่มนโยบายในลักษณะประชานิยมเพื่อหวังกระแสนิยมดังเช่นที่ผ่านมาคงไม่ใช่สะพานเชื่อมโยงที่จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง

