นายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นผู้แทนนายกรัฐมนตรี วางพวงมาลาในนามของนายกรัฐมนตรี รำลึกถึงผู้เสียสละในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 และกล่าวสดุดีตอนหนึ่งว่า 14 ตุลาฯ ก่อให้เกิดพัฒนาการของการมีส่วนร่วมของประชาชน อันถือเป็นรากฐานที่สำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกภาคส่วนควรระลึกและนำบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาเสริมสร้างให้การเมืองการปกครองของประเทศไทย เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เกิดขึ้นเมื่อ 46 ปีก่อน ภายหลังจากยุครัฐประหารอันยาวนาน ตั้งแต่ปี 2500 และการครองอำนาจของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพล ถนอม กิตติขจร เแม้มีการจัดเลือกตั้งในปี 2512 และจอมพลถนอมได้เป็นนายกฯต่อ แต่ได้ปฏิวัติตัวเองในปี 2514 แล้วปกครองด้วยระบอบรัฐประหาร จนกระทั่งประชาชนทนไม่ได้ ลุกมาทวงถามประชาธิปไตย แต่ถูกปราบปรามด้วยกำลังทหาร แต่ก็ลงเอยด้วยการที่จอมพล ถนอมและพวกต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ก่อนบวชเณรกลับมา และเกิดเหตุการณ์นองเลือด ปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ ม.ธรรมศาสตร์ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519
บทเรียนจาก 14 ตุลาฯ แง่หนึ่งชี้ว่า ประชาธิปไตยไทยยังไม่เกิดขึ้นจริง เพราะมีกลุ่มอำนาจที่ไม่ต้องการให้ประชาชนใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย กำหนดตัวผู้บริหารประเทศ ด้วยระบบสากลคือ การเลือกตั้ง จึงพยายามสร้างเงื่อนไข หาข้ออ้างต่างๆ ทำลายการเมืองที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียง แล้วนำเอาพวกตนเองมาครองอำนาจ แม้ว่าทั้งโลกไม่ยอมรับ ก็พยายามใช้รูปแบบที่หลอกลวง อ้างเป็นประชาธิปไตยแต่เขียนกติกาเอื้อให้พวกตนเองได้ครองอำนาจ
ประชาธิปไตยในประเทศไทย จึงต้องต่อสู้ทวงถามและรักษาให้เกิดความต่อเนื่อง ต้องรู้เท่าทันกลุ่มฉวยโอกาส ที่จับจ้องนำไปเป็นข้ออ้างเข้าสู่อำนาจ ดังที่เห็นกันว่าแม้แต่ผู้เคยมีบทบาทเรียกร้องประชาธิปไตยใน 14 ตุลาฯ และต่อๆ มา ก็มีไม่น้อยที่เปลี่ยนจุดยืนไปหนุนรัฐประหารและระบบอำนาจนิยมที่สวนทางกับเจตนารมณ์ของ 14 ตุลาฯ แต่ 14 ตุลาฯบอกไว้ชัดเจนว่า หากประชาชนแสดงพลัง แสดงเจตนารมณ์ชัดเจน ก็ยากที่ผู้มีอำนาจกลุ่มไหนจะขัดขวางความต้องการของประชาชนได้

