แม้ นายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งจีนจะเป็นคนแรกซึ่งเดินทางมาเยือน นางออง ซาน ซูจี ถึงกรุงเนปิดอว์
หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558
แต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือ ประเทศแรกที่คณะของรัฐบาลพลเรือนแห่งเมียนมาเดินทางไปทำความรู้จัก สร้างความคุ้นเคย เมื่อเดือนเมษายน 2559
เพราะลาวรับบทเป็น “ประธาน” แห่ง “อาเซียน”
บทสรุปจาก “สปาย-กลาส” คอลัมนิสต์เจ้าของรุ้งตัดแวงแห่งหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” สมควรให้ความสนใจเป็นอย่างสูง
นางซูจีแสดงออกชัดเจนว่า ตำแหน่งของเธอเองนั้นอยู่หลังประธานาธิบดี แม้กระทั่ง นางซู ซู ลวิน เฟิร์สต์เลดี้ของเมียนมา ภาพจากวิดีโอโชว์จังหวะที่นางซูจีค่อยๆ ผลักภริยาของนายติน จ่อ ให้เดินนำหน้าตนเรียกเสียงยกย่องจากบรรดาผู้สนับสนุนพรรค NLD ทั่วประเทศ
นี่คือ “ภาพ” อันสะท้อนความสง่างามให้เป็นที่ปรากฏ
เป็นความสง่างามจากความเข้าใจ เป็นความสง่างามจากสำนึกตระหนักต่อโครงสร้างและความเป็นจริงในทางการเมือง
ความสง่างามจากความเข้าใจ เป็นความสง่างามจากสำนึกตระหนักต่อโครงสร้างและความเป็นจริงในทางการเมือง
ความสง่างามนี้เองคือการบ่มมาอย่างดีแห่ง “กุสุมรส”
ไม่ว่าจะมองผ่านภูมิหลังอันเรียกว่า “ชาติวุฒิ” ไม่ว่าจะมองผ่านภูมิหลังอันเรียกว่า “คุณวุฒิ” นางออง ซาน ซูจี มีอยู่อย่างพร้อมมูล
นางเป็นบุตรคนสุดท้องของนายพลอองซาน
นายพลอองซาน ซึ่งได้รับการยกย่องเป็น “วีรบุรุษ” แห่งการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและเสรีภาพของเมียนมาผู้นำในการต่อสู้กับญี่ปุ่นและอังกฤษ
กระทั่งเมียนมาได้เป็นรัฐเอกราชเมื่อเดือนมกราคม 2491
ทางด้านการศึกษา นางออง ซาน ซูจี เป็นบัณฑิตสาขาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ จากเซนต์ฮิวจ์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และเป็นดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยลอนดอน
หลังบิดาถูกลอบสังหารขณะ นางออง ซาน ซูจี อายุเพียง 2 ขวบ
นางเติบใหญ่อยู่กับมารดาซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำกรุงนิวเดลี ไม่ว่าในเยาว์วัย ไม่ว่าเมื่อเติบใหญ่ สภาพแวดล้อมอยู่โดยรอบ ทาง 1 จึงเป็นบรรยากาศและการไหวเคลื่อนในทางการเมือง ทาง 1 จึงเป็นการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจในสภาพความเป็นจริง
ยิ่งกว่านั้น ยังเคยทำงานวิจัยอยู่ในสนามที่เป็นจริงของเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของญี่ปุ่น
“กุสุมรส” ในทางการเมือง ในทางการทูต อันนางออง ซาน ซูจี ได้มาจึงดำรงอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์และอำนวยประโยชน์อย่างสูงเมื่อเข้าสู่แนวรบอันเข้มข้น
ไม่ว่าจะในพม่า ไม่ว่าจะเป็นการเมืองระหว่างประเทศ
ทั้งๆ ที่ในด้านชาติวุฒิ ในด้านคุณวุฒิ และในด้านประสบการณ์ ความรอบรู้ มีอยู่อย่างเพียบพร้อม แต่ท่วงทำนองของนางออง ซาน ซูจี หากสรุปตามสำนวนของเหมาเจ๋อตงก็ต้องว่า
ดำเนินไปเหมือนกับเป็น “นักเรียนน้อย”
เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งเป็น “ที่ปรึกษาแห่งรัฐ” และ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ” อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ปลายเดือนเมษายน 2559 เธอได้เชิญนักการทูตกว่า 60 ประเทศปิดประตูคุยกันและประกาศ New Vision ของทิศทางนโยบายต่างประเทศ
รายงานของ “กาแฟดำ’ คอลัมนิสต์อาวุโสแห่งเครือ เดอะ เนชั่น ระบุ
นางออง ซาน ซูจี บอกกับนักการทูตต่างประเทศว่า เธอต้องการเห็นความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างกับเพื่อนบ้านและเพื่อนจากแดนไกล
ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเมียนมาทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วยการเจรจา
“ความฉลาดเฉียว เจตนาดีต่อกันและความพร้อมจะเรียนรู้ถึงคนอื่น เราต้องเรียนรู้เกี่ยวกับคนอื่น ถ้าเราจะคบหาส่วนอื่นๆ ของโลก”
อาจไม่ห้าวและกร่างเหมือน “ดูแตร์เด” แห่งฟิลิปปินส์
น้ำเสียงของเธอคือ “เราต้องการคบหากับคนทั้งโลก ต้องการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก เราต้องการเรียนรู้จากท่านว่าเราจะปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดียิ่งๆ ขึ้นได้อย่างไร”
อ่อนน้อม ถ่อมตน สุภาพ นุ่มนวล
นี่คืออาวุธที่นับแต่เปิดตัวทางการเมืองใน พ.ศ.2531 กระทั่งกำชัยได้อย่างเบ็ดเสร็จในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558
เป็นอาวุธทางการเมือง เป็นการเมืองระหว่างประเทศ
วิทยายุทธ์อันยอดเยี่ยมอย่างยิ่งของ นางออง ซาน ซูจี และสหภาพเมียนมา คือ การจัดดุลยภาพทางการเมือง
1 เป็นดุลยภาพกับอำนาจที่ยังมีอยู่ของเหล่า JUNTA ภายในประเทศ 1 เป็นดุลยภาพกับ “มหาอำนาจ” ที่มากด้วยความขัดแย้งและผลประโยชน์ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน
“ดุลยภาพ” คือวิทยายุทธ์ในทาง “การเมือง”

