หน้าแรก บทความ เดินหน้าชน รุกโรงไฟฟ้าชุ...

รุกโรงไฟฟ้าชุมชน โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม

22.10.19 | 13:00 น.

พลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก หรือ “โรงไฟฟ้าชุมชน” หนึ่งในนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่จะผลักดันให้ชุมชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ช่วยให้คนในพื้นที่ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และมีรายได้จากการขายวัสดุทางการเกษตร เกิดการหมุนเวียนในเศรษฐกิจชุมชน สร้างความเข้มแข็งและยกระดับชีวิตของประชาชน

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธาน มีมติ
เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ไฟเขียวส่งเสริมการผลิตพลังงานโดยชุมชน เพื่อชุมชน โดยเร่งให้หาพื้นที่ที่เหมาะสม รูปแบบการลงทุน ขนาดโรงไฟฟ้า วัตถุดิบ เทคโนโลยีที่ใช้ และกฎระเบียบต่างๆ

ตั้งเป้ากำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบไม่เกินปี 2565 เริ่มเฟสแรกประมาณ 250 แห่ง แต่จะคัดเลือกพื้นที่เพื่อนำร่องก่อน 10-20 แห่งในกลางปี 2563 โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นแกนหลัก

การดำเนินการจะเป็นในการร่วมทุน โดยวิสาหกิจชุมชนกับเอกชน และอาจดึงภาครัฐเข้ามาร่วมถือหุ้นด้วย ซึ่งจะเป็นบริษัทลูกของ กฟผ. และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อาจของบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และกองทุนพัฒนาไฟฟ้า

สำหรับโรงไฟฟ้าชุมชนมีทั้งก๊าซชีวภาพ ชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ และอื่นๆ รวมถึงเชื้อเพลิงขยะ ทั้งนี้ ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ในการนำเชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้า

Advertisement

โดยเฉพาะขยะนั้น รัฐบาลจัดให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งในการกำจัดขยะมีหลากหลายรูปแบบ การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

ขณะเดียวกันในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย หรือ “PDP 2018” ก็ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากขยะ 400 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตามการผลิตไฟฟ้าจากขยะนั้น เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และมีเงื่อนไขและข้อจำกัดมากกว่าเชื้อเพลิงอื่น โดยเฉพาะเรื่องผลต่อสิ่งแวดล้อม แต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้

ในต่างประเทศมีตัวอย่างให้เห็นความสำเร็จในการผลิตไฟฟ้าจากขยะ เช่น โรงไฟฟ้า Zabalgarbi Waste-to-Energy ที่เมืองบิลเบา แคว้นบาส์ก ประเทศสเปน

ก่อนจะมีการตั้งโรงไฟฟ้าขยะดังกล่าว ที่เมืองบิลเบาเกิดสภาพขยะล้นเมือง มีการเผาขยะอย่างผิดวิธี สภาพอากาศย่ำแย่ ทางภาครัฐจึงผลักดันก่อตั้งโรงไฟฟ้าขยะ เมื่อปี 2548 โดยรัฐถือหุ้น 35% เอกชนถือหุ้น 65%

ขณะเดียวกัน ก็บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการคัดแยกขยะ โดยแบ่งถังเก็บขยะ 7 สี 7 ประเภท คือ 1.ขยะอินทรีย์ 2.ขยะพลาสติก 3.กระดาษ 4.แก้ว 5.เสื้อผ้า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ 6.น้ำมันจากครัวเรือน และ 7.ขยะทั่วไป

หากประชาชนทิ้งขยะผิดประเภทลงถัง จะเสียค่าปรับตั้งแต่แค่ไม่กี่ยูโร จนสูงถึง 1,000 ยูโร

สำหรับขณะที่ถูกคัดแยกมา หากเป็นโลหะหรือพลาสติก ก็นำไปรีไซเคิล กลับใช้ประโยชน์ต่อได้ ส่วนที่รีไซเคิลไม่ได้ ก็นำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า ส่งไปใช้ในเมือง สามารถกำจัดขยะได้ 30 ตันต่อชั่วโมง ส่วนขี้เถ้าที่เหลือจากการผลิต นำไปผสมทำถนน

หลังตั้งโรงไฟฟ้า Zabalgarbi Waste-to-Energy เมื่อปี 2548 มาจนถึงขณะนี้ นอกจากเมืองบิลเบาจะมีความสะอาดแล้ว ยังเป็นที่ยอมรับของชุมชน โรงไฟฟ้าขยะอยู่ร่วมกันได้ ไม่ส่งกลิ่นเหม็นหรือฝุ่นควันรบกวนชุมชน ขณะที่ชุมชนมีค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะลดลง

เป็นอีกตัวอย่างสำหรับการผลิตไฟฟ้าจากขยะ ที่สามารถนำมาถอดแบบและปรับให้เข้ากับสภาพของชุมชนในเมืองไทย ที่จะผลักดันให้ประสบความสำเร็จได้เหมือนในต่างประเทศ

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ภาครัฐที่จะเป็นแกนนำในการผลักดัน โดยมีภาคเอกชนสนับสนุน แต่ต้องได้รับความร่วมมือและการยอมรับจากชุมชนด้วย เพื่อขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพราะประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะเพียงคนในชุมชน แต่ยังส่งผลต่อประเทศโดยรวม

สมดังหวังตามนโยบาย “Energy For All” หรือ “พลังงานเพื่อทุกคน”