คอลัมน์หน้า 3 : อะไร เกิดขึ้น ถ้ายุบอนาคตใหม่ แรงปะทะ 2 พลัง

24.10.19 | 12:02 น.

ไม่มีพื้นที่ตรงกลางสำหรับพรรคอนาคตใหม่

หากมิใช่เป็นชมชอบ ชนิดที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ติ่ง”

ท่าทีที่มีต่อพรรคการเมืองเกิดใหม่พรรคนี้ ก็คือ หมั่นไส้-รังเกียจ

ไปจนกระทั่งต้องการทำลายล้างให้สูญสิ้นไปจากแผ่นดิน

ถามว่าทำไมปฏิกิริยาที่มีต่อพรรคอนาคตใหม่ จึงได้แกว่งไปสองสุดปลาย

Advertisement

คำตอบก็คือ เพราะพรรคการเมืองเกิดใหม่พรรคนี้นำเสนอ “ความเปลี่ยนแปลง” ต่อสังคมไทย

แม้จะมิใช่ความเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกันกับที่พรรคไทยรักไทยเคยนำเสนอเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา

แต่โดยอารมณ์ความรู้สึก และโดยสถานการณ์ทางการเมืองที่ “ติดหล่ม-อึมครึม” มายาวนานร่วม 10 ปี

ทำให้ข้อเสนอและจุดยืนที่พรรคอนาคตใหม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

จำนวนผู้ลงคะแนนเสียงให้ 6.3 ล้านคน ย่อมเป็นเครื่องรับประกัน

ในทางกลับกัน เมื่อข้อเสนอว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงได้รับการตอบสนองอย่างล้นหลาม

ปฏิกิริยาจากฝ่ายที่ไม่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง

ย่อมตอบโต้อย่างรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ประการหนึ่ง พิจารณาได้จากจำนวนคดีที่พรรคอนาคตใหม่ และแกนนำหลักของพรรคอย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องเผชิญหน้าในช่วงเพียงไม่กี่เดือนที่ลงสู่สนามการเมือง

ในจำนวน 24 คดีนี้มีทั้งที่เพียงสะกิดสะเกาผิว

และมีคดีที่มุ่งหมายจะ “เอาตาย”

ประการหนึ่ง พิจารณาได้จากปฏิกิริยาของฝ่ายที่ไม่นิยมชมชอบพรรคอนาคตใหม่ต่อข่าวที่เกิดขึ้น

โดยเฉพาะข่าวในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่

ล้วนแล้วแต่พร้อมจะเข้าสู่ “เครื่องขยาย” ทำให้เรื่องต่างๆ เป็นเรื่องคอขาดบาดตายได้ทุกกรณี

ไม่สนใจ ไม่หวาดผวาว่าพรรคการเมืองเกิดใหม่จะขยายตัวใหญ่โตต่อไปในอนาคต

ย่อมไม่เล่นกัน “ถึงตาย” ขนาดนี้

แต่คำถามที่ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ก็คือ

ด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่จ่อคอหอยพรรคอนาคตใหม่

และมีฝ่ายที่เกลียดชังความเปลี่ยนแปลงแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า จะมีการลงดาบเชือดคอทั้งนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ให้หมดอนาคตทางการเมืองอย่างแน่นอน

อะไรจะเกิดขึ้นตามมา

ในวันที่บริบทต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเทียบกับยุคที่มีการใช้กระบวนการทางกฎหมายยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน

มวลชนของพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็น “ลูกวัวไม่กลัวพยัคฆ์”

จะแสดงปฏิกิริยาต่อเรื่องดังกล่าวด้วยการนั่งอยู่หน้าจอ เป็น “นักรบไซเบอร์” ที่จะไม่มีผลอะไรในความเป็นจริงทางการเมือง

หรือจะรวบรวมกำลังพลตอบโต้ด้วยวิธีอื่น

เช่น “ฮ่องกงโมเดล”

ที่จะเขย่าให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น

เป็นเรื่องที่ฝ่ายยึดกุมอำนาจต้องนำพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ

ว่ามาตรการอย่างไรจะ “คุ้มค่า” กว่ากัน

ระหว่างเอาหอกปักอกนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ให้เคลื่อนไหวอยู่ในวงจำกัด

กับการทำลายล้างให้สิ้นซาก ที่อาจจะ “ปลุกผี” อย่างอื่นขึ้นมาแทน

เพราะพิจารณาจากการลงคะแนนเสียงล่าสุดในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งซ่อมเขต 5 จังหวัดนครปฐม ที่นำเสนอคำขวัญว่า “ไม่เอาลุงตู่ กาอนาคตใหม่” ก็ดี

สะท้อนแนวโน้มให้เห็นชัดเจนว่า

แม้จะมีคดีความกดดัน หรือต้องต่อสู้กับ “สงครามสร้างข่าว” ก็ดี

จุดยืนและแนวทางของอนาคตใหม่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

มีแต่จะขยายวงหรือแหลมคมขึ้น

การต่อสู้ระหว่างความเปลี่ยนแปลงกับพลังฉุดรั้งในสังคม เป็นเรื่องปกติในประวัติศาสตร์มนุษย์

สังคมอารยะสามารถให้พลังของความขัดแย้งนี้ ผลักดันให้สังคม เศรษฐกิจ การเมืองของตนก้าวหน้าไปอีกขั้น

แต่ในสังคมล้าหลังที่ไม่เรียนรู้บทเรียนจากโลกกว้าง

การปะทะขัดแย้งระหว่างพลังสองขุมนี้

น่ากังวลนัก