ไม่มีพื้นที่ตรงกลางสำหรับพรรคอนาคตใหม่
หากมิใช่เป็นชมชอบ ชนิดที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ติ่ง”
ท่าทีที่มีต่อพรรคการเมืองเกิดใหม่พรรคนี้ ก็คือ หมั่นไส้-รังเกียจ
ไปจนกระทั่งต้องการทำลายล้างให้สูญสิ้นไปจากแผ่นดิน
ถามว่าทำไมปฏิกิริยาที่มีต่อพรรคอนาคตใหม่ จึงได้แกว่งไปสองสุดปลาย
คำตอบก็คือ เพราะพรรคการเมืองเกิดใหม่พรรคนี้นำเสนอ “ความเปลี่ยนแปลง” ต่อสังคมไทย
แม้จะมิใช่ความเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกันกับที่พรรคไทยรักไทยเคยนำเสนอเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา
แต่โดยอารมณ์ความรู้สึก และโดยสถานการณ์ทางการเมืองที่ “ติดหล่ม-อึมครึม” มายาวนานร่วม 10 ปี
ทำให้ข้อเสนอและจุดยืนที่พรรคอนาคตใหม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
จำนวนผู้ลงคะแนนเสียงให้ 6.3 ล้านคน ย่อมเป็นเครื่องรับประกัน
ในทางกลับกัน เมื่อข้อเสนอว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงได้รับการตอบสนองอย่างล้นหลาม
ปฏิกิริยาจากฝ่ายที่ไม่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง
ย่อมตอบโต้อย่างรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ประการหนึ่ง พิจารณาได้จากจำนวนคดีที่พรรคอนาคตใหม่ และแกนนำหลักของพรรคอย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องเผชิญหน้าในช่วงเพียงไม่กี่เดือนที่ลงสู่สนามการเมือง
ในจำนวน 24 คดีนี้มีทั้งที่เพียงสะกิดสะเกาผิว
และมีคดีที่มุ่งหมายจะ “เอาตาย”
ประการหนึ่ง พิจารณาได้จากปฏิกิริยาของฝ่ายที่ไม่นิยมชมชอบพรรคอนาคตใหม่ต่อข่าวที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะข่าวในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
ล้วนแล้วแต่พร้อมจะเข้าสู่ “เครื่องขยาย” ทำให้เรื่องต่างๆ เป็นเรื่องคอขาดบาดตายได้ทุกกรณี
ไม่สนใจ ไม่หวาดผวาว่าพรรคการเมืองเกิดใหม่จะขยายตัวใหญ่โตต่อไปในอนาคต
ย่อมไม่เล่นกัน “ถึงตาย” ขนาดนี้
แต่คำถามที่ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ก็คือ
ด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่จ่อคอหอยพรรคอนาคตใหม่
และมีฝ่ายที่เกลียดชังความเปลี่ยนแปลงแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า จะมีการลงดาบเชือดคอทั้งนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ให้หมดอนาคตทางการเมืองอย่างแน่นอน
อะไรจะเกิดขึ้นตามมา
ในวันที่บริบทต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเทียบกับยุคที่มีการใช้กระบวนการทางกฎหมายยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน
มวลชนของพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็น “ลูกวัวไม่กลัวพยัคฆ์”
จะแสดงปฏิกิริยาต่อเรื่องดังกล่าวด้วยการนั่งอยู่หน้าจอ เป็น “นักรบไซเบอร์” ที่จะไม่มีผลอะไรในความเป็นจริงทางการเมือง
หรือจะรวบรวมกำลังพลตอบโต้ด้วยวิธีอื่น
เช่น “ฮ่องกงโมเดล”
ที่จะเขย่าให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น
เป็นเรื่องที่ฝ่ายยึดกุมอำนาจต้องนำพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ
ว่ามาตรการอย่างไรจะ “คุ้มค่า” กว่ากัน
ระหว่างเอาหอกปักอกนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ให้เคลื่อนไหวอยู่ในวงจำกัด
กับการทำลายล้างให้สิ้นซาก ที่อาจจะ “ปลุกผี” อย่างอื่นขึ้นมาแทน
เพราะพิจารณาจากการลงคะแนนเสียงล่าสุดในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งซ่อมเขต 5 จังหวัดนครปฐม ที่นำเสนอคำขวัญว่า “ไม่เอาลุงตู่ กาอนาคตใหม่” ก็ดี
สะท้อนแนวโน้มให้เห็นชัดเจนว่า
แม้จะมีคดีความกดดัน หรือต้องต่อสู้กับ “สงครามสร้างข่าว” ก็ดี
จุดยืนและแนวทางของอนาคตใหม่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
มีแต่จะขยายวงหรือแหลมคมขึ้น
การต่อสู้ระหว่างความเปลี่ยนแปลงกับพลังฉุดรั้งในสังคม เป็นเรื่องปกติในประวัติศาสตร์มนุษย์
สังคมอารยะสามารถให้พลังของความขัดแย้งนี้ ผลักดันให้สังคม เศรษฐกิจ การเมืองของตนก้าวหน้าไปอีกขั้น
แต่ในสังคมล้าหลังที่ไม่เรียนรู้บทเรียนจากโลกกว้าง
การปะทะขัดแย้งระหว่างพลังสองขุมนี้
น่ากังวลนัก

