คอลัมน์หน้า 3 : เลือกตั้ง นครปฐม หน้างาน ความเป็น‘จริง’ บทเรียน อนาคตใหม่

25.10.19 | 12:00 น.

ชัยชนะของพรรคชาติไทยพัฒนา ความพ่ายแพ้ของพรรคอนาคตใหม่ มากด้วยความสลับซับซ้อน ดำเนินอย่างมีเงื่อนปมลึกลับในทางการเมือง

ปัจจัย 1 มาจาก “อำนาจรัฐ”

เริ่มจากการตรา “กฤษฎีกา” ที่ล่าช้า สร้างข้อจำกัดให้กับ “กกต.” ผลก็คือ ต้องเลือกตั้งในวันพุธแทนที่จะเป็นวันอาทิตย์

แม้จะเป็น “วันหยุด” แต่ก็เป็น “อุปสรรค”

ปัจจัย 1 เหมือนกับจะมาจากบารมีของพรรคชาติไทยพัฒนาอันต่อยอดมาจากพรรคชาติไทยเดิม แต่ในความเป็นจริงพรรคชาติไทยพัฒนาก็รู้ว่าไม่ใช่

Advertisement

ตรงกันข้าม เป็นบารมีโดยตรงของ “สะสมทรัพย์”

ขณะเดียวกัน 1 เป็นบารมีที่ “สะสมทรัพย์” สะสมอย่างหนักแน่นและมั่นคงในห้วงแห่งพรรคไทยรักไทยพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย

นี่คือ 3 ปัจจัยอันทำให้ชัยชนะเป็นของ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์

หากถือเอาผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคมที่พรรคอนาคตใหม่ได้ชัยชนะด้วยคะแนนมากถึงกว่า 3 หมื่น ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนาได้เพียง 1 หมื่นเศษๆ

ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อเดือนมีนาคมเป็นสถานการณ์พิเศษ

สถานการณ์พิเศษ 1 เป็นเพราะกระแสของพรรคอนาคตใหม่ กระแสของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล พุ่งสูง

เป็นตัวเลือกอันเป็นคู่แข่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

สถานการณ์พิเศษ 1 เป็นเพราะคนในตระกูล “สะสมทรัพย์” ถูกกดดันจาก คสช.จำต้องออกจากพรรคเพื่อไทยและหันไปเลือกพรรคชาติไทยพัฒนา

ตรงนี้ย่อมทำให้แฟนเก่า ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย ผิดหวัง

สถานการณ์พิเศษ 1 เป็นเพราะยุทธวิธีแตกแบงก์พันของพรรคเพื่อไทยจนเกิดพรรคไทยรักษาชาติ และเมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ

ทำให้คะแนนเดิมไหลไปอยู่กับพรรคอนาคตใหม่

การต่อสู้ในวันที่ 23 ตุลาคม ที่เขต 5 นครปฐม จึงมิได้เป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับรัฐบาลอันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นตัวแทน

ทั้งมิใช่การต่อสู้ระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับพรรคชาติไทยพัฒนา

ตรงกันข้าม เป็นการต่อสู้ระหว่างคนในตระกูล “สะสมทรัพย์” กับพรรคอนาคตใหม่ เพื่อทวงคืนคะแนนที่สูญเสียไปในเดือนมีนาคม

ไม่เพียงแต่ทวงคืนจากฐานเดิมของ “สะสมทรัพย์”

หากแต่ยังเป็นการทวงคืนจากฐานที่ตระกูล “สะสมทรัพย์” เคยร่วมกับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย

คะแนนจึงทะยานจาก 1 หมื่นไปเป็น 3 หมื่น

ที่ว่าเป็นความพ่ายแพ้ต่อรัฐบาลจึงไม่ถูก ที่ว่าเป็นความพ่ายแพ้ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงไม่ถูก ที่ว่าเป็นความพ่ายแพ้ต่อพรรคชาติไทยพัฒนาจึงไม่ถูก

แท้จริงแล้ว เป็นความพ่ายแพ้ต่อ “บ้านใหญ่”

แม้จะเป็นความพ่ายแพ้ แต่คะแนนที่พรรคอนาคตใหม่ได้มากว่า 2 หมื่น ถือได้ว่าไม่ขี้เหร่ ยังเป็นคะแนนที่มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์

หากเทียบกับเมื่อเดือนมีนาคมอาจถือว่าน้อย

แต่เป็นจำนวนน้อยที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของพรรคอนาคตใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นฐานอย่างดีในก้าวต่อไปทางการเมือง

ปมอยู่ที่ว่าพรรคอนาคตใหม่สันทัดในการสรุปและจัดทำเป็น “บทเรียน” ได้แค่ไหน