ชัยชนะของพรรคชาติไทยพัฒนา ความพ่ายแพ้ของพรรคอนาคตใหม่ มากด้วยความสลับซับซ้อน ดำเนินอย่างมีเงื่อนปมลึกลับในทางการเมือง
ปัจจัย 1 มาจาก “อำนาจรัฐ”
เริ่มจากการตรา “กฤษฎีกา” ที่ล่าช้า สร้างข้อจำกัดให้กับ “กกต.” ผลก็คือ ต้องเลือกตั้งในวันพุธแทนที่จะเป็นวันอาทิตย์
แม้จะเป็น “วันหยุด” แต่ก็เป็น “อุปสรรค”
ปัจจัย 1 เหมือนกับจะมาจากบารมีของพรรคชาติไทยพัฒนาอันต่อยอดมาจากพรรคชาติไทยเดิม แต่ในความเป็นจริงพรรคชาติไทยพัฒนาก็รู้ว่าไม่ใช่
ตรงกันข้าม เป็นบารมีโดยตรงของ “สะสมทรัพย์”
ขณะเดียวกัน 1 เป็นบารมีที่ “สะสมทรัพย์” สะสมอย่างหนักแน่นและมั่นคงในห้วงแห่งพรรคไทยรักไทยพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย
นี่คือ 3 ปัจจัยอันทำให้ชัยชนะเป็นของ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์
หากถือเอาผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคมที่พรรคอนาคตใหม่ได้ชัยชนะด้วยคะแนนมากถึงกว่า 3 หมื่น ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนาได้เพียง 1 หมื่นเศษๆ
ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อเดือนมีนาคมเป็นสถานการณ์พิเศษ
สถานการณ์พิเศษ 1 เป็นเพราะกระแสของพรรคอนาคตใหม่ กระแสของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล พุ่งสูง
เป็นตัวเลือกอันเป็นคู่แข่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สถานการณ์พิเศษ 1 เป็นเพราะคนในตระกูล “สะสมทรัพย์” ถูกกดดันจาก คสช.จำต้องออกจากพรรคเพื่อไทยและหันไปเลือกพรรคชาติไทยพัฒนา
ตรงนี้ย่อมทำให้แฟนเก่า ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย ผิดหวัง
สถานการณ์พิเศษ 1 เป็นเพราะยุทธวิธีแตกแบงก์พันของพรรคเพื่อไทยจนเกิดพรรคไทยรักษาชาติ และเมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ
ทำให้คะแนนเดิมไหลไปอยู่กับพรรคอนาคตใหม่
การต่อสู้ในวันที่ 23 ตุลาคม ที่เขต 5 นครปฐม จึงมิได้เป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับรัฐบาลอันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นตัวแทน
ทั้งมิใช่การต่อสู้ระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับพรรคชาติไทยพัฒนา
ตรงกันข้าม เป็นการต่อสู้ระหว่างคนในตระกูล “สะสมทรัพย์” กับพรรคอนาคตใหม่ เพื่อทวงคืนคะแนนที่สูญเสียไปในเดือนมีนาคม
ไม่เพียงแต่ทวงคืนจากฐานเดิมของ “สะสมทรัพย์”
หากแต่ยังเป็นการทวงคืนจากฐานที่ตระกูล “สะสมทรัพย์” เคยร่วมกับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย
คะแนนจึงทะยานจาก 1 หมื่นไปเป็น 3 หมื่น
ที่ว่าเป็นความพ่ายแพ้ต่อรัฐบาลจึงไม่ถูก ที่ว่าเป็นความพ่ายแพ้ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงไม่ถูก ที่ว่าเป็นความพ่ายแพ้ต่อพรรคชาติไทยพัฒนาจึงไม่ถูก
แท้จริงแล้ว เป็นความพ่ายแพ้ต่อ “บ้านใหญ่”
แม้จะเป็นความพ่ายแพ้ แต่คะแนนที่พรรคอนาคตใหม่ได้มากว่า 2 หมื่น ถือได้ว่าไม่ขี้เหร่ ยังเป็นคะแนนที่มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์
หากเทียบกับเมื่อเดือนมีนาคมอาจถือว่าน้อย
แต่เป็นจำนวนน้อยที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของพรรคอนาคตใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นฐานอย่างดีในก้าวต่อไปทางการเมือง
ปมอยู่ที่ว่าพรรคอนาคตใหม่สันทัดในการสรุปและจัดทำเป็น “บทเรียน” ได้แค่ไหน

