หน้าแรก คอลัมนิสต์ มหาวิทยาลัยใน...

มหาวิทยาลัยในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดย รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์

14.06.16 | 14:30 น.

ขณะนี้สังคมไทยกำลังให้ความสนใจกับการปฏิรูปการปกครองของประเทศ รูปแบบของรัฐธรรมนูญ ตลอดจนแนวทางที่จะทำให้ได้โครงสร้างทางการเมืองที่ยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็มีการเสนอแนวทางขั้นตอนและรายละเอียดของการดำเนินการปฏิรูปในด้านอื่นๆ รวมถึงการปฏิรูปการศึกษาที่นับได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด เพราะการปฏิรูปการศึกษาคือรากฐานของการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอุดมศึกษา

40 ปีที่ผ่านมามีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ ของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งอาจถือได้ว่าหากมองในภาพรวมคือการปฏิรูปนั่นเอง เพียงแต่ใช้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนนานมากเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่บางประเทศในกลุ่มอาเซียน และเมื่อมีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในลักษณะต่างๆ ทำให้สังคมเกิดความรู้สึกและความกังวลว่ามหาวิทยาลัยในประเทศของเราค่อนข้างล้าหลัง เมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยในกลุ่มประเทศต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น

สิ่งที่ชาวมหาวิทยาลัยในอดีตเห็นว่าเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการพัฒนาและควรได้รับการแก้ไขอย่างรีบด่วน คือระเบียบราชการในเรื่องต่างๆ เช่น ระเบียบพัสดุ ระเบียบการเงิน ระเบียบบริหารงานบุคคล เป็นต้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัยที่เป็นงานด้านวิชาการที่แตกต่างกับการปฏิบัติราชการของหน่วยงานราชการตามปกติทั่วๆ ไป

รวมไปถึงค่าตอบแทนของบุคลากรมหาวิทยาลัยเมื่อเปรียบเทียบกับบุคลากรภาคเอกชนในวิชาชีพเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน เช่น แพทย์ สถาปนิก วิศวกร หรือนักบัญชี

ประเด็นหลักสำคัญที่ได้รับการปรับเปลี่ยนได้แก่

Advertisement

สถานภาพของบุคลากร บุคลากรในมหาวิทยาลัยได้รับการเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการไปเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งมีค่าตอบแทนเป็น 1.7 หรือ 1.5 เท่าของข้าราชการทั่วไป การดำรงสถานภาพมีระยะเวลากำกับ และจะต้องมีการประเมินเพื่อคงสถานภาพไว้ ไม่ใช่ทำงานไปได้จนเกษียณอายุเหมือนเดิม ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ หรือศาสตราจารย์ จะได้รับเงินประจำตำแหน่งเพิ่มเติม สถานภาพของพนักงานมหาวิทยาลัยมีการเทียบเคียงชั้นยศกับข้าราชการทั่วไป และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วย

มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เป็นการแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาให้มหาวิทยาลัยสามารถดูแลตัวเองได้ ผ่านทางสภามหาวิทยาลัย ทำให้การบริหารงานในด้านต่างๆ ส่วนใหญ่ทำได้คล่องตัวขึ้น ใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานน้อยลง เพราะสายการบังคับบัญชาสั้นลงโดยจบสิ้นที่สภามหาวิทยาลัยเท่านั้น ไม่ต้องเสนอต่อไปถึงระดับกระทรวง

งบประมาณ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐยังคงได้รับงบประมาณแผ่นดินในวงเงินที่ไม่น้อยกว่าเดิม โดยสำนักงบประมาณจะจัดส่งเงินงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับในแต่ละงวดมาให้ทั้งหมด เพื่อแต่ละมหาวิทยาลัยดำเนินการเบิกจ่ายเอง ทำให้ระยะเวลาที่ใช้ในการเบิกจ่ายลดลงจากเดิมประมาณ 45 วัน เหลือเพียงไม่เกิน 15 วัน เป็นการเพิ่มมูลค่าของงบประมาณที่ได้รับ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการทางด้านการเงินการคลังอย่างชัดเจน

การวิจัย ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับหน่วยงาน การบริหารงบประมาณ และบุคลากรทางด้านการวิจัย มีการเพิ่มวงเงินงบประมาณด้านการวิจัยที่จัดสรรให้กับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม แบ่งประเภทการวิจัยให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อลดความซ้ำซ้อน จัดกลุ่มมหาวิทยาลัยโดยได้รับงบประมาณเพิ่มเติมเป็นพิเศษ บริหารงบประมาณวิจัยร่วมกันในส่วนของหน่วยงานของรัฐ รวมไปถึงระหว่างหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานวิจัยภาคเอกชน และในส่วนสุดท้ายคือบุคลากร มีการเปลี่ยนระเบียบที่เกี่ยวกับการเงินที่ใช้ในการวิจัย อนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างภาครัฐและเอกชน ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ทำให้คณาจารย์และนักวิจัยในมหาวิทยาลัยเกิดกำลังใจและสนใจที่จะทำการวิจัยมากขึ้น

คุณภาพ มีการจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการในด้านการเรียนการสอนในทุกระดับ กำหนดมาตรฐานให้คำแนะนำเพื่อการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ก็มีการยุบทบวงมหาวิทยาลัย และโอนมหาวิทยาลัยในสังกัดทบวงฯทั้งหมดมาอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ทำให้การบริหารงานในส่วนของอุดมศึกษามีเอกภาพมากขึ้นกว่าเดิมที่แบ่งเป็นสองส่วน

สรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหล่านี้ คือ การที่รัฐสนองตอบต่อข้อเรียกร้องของมหาวิทยาลัย และคงถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการปฏิรูปตนเองบ้าง การติดอันดับโลกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากการจัดอันดับของ QS World University Ranking by Subject ประจำปี 2016 อาจจะยังไม่เพียงพอ ประชาชนทั่วไปคงอยากจะเห็นว่า นอกเหนือจากการติดอันดับโลกแล้ว นักวิชาการในมหาวิทยาลัยจะสามารถให้ข้อเสนอแนะหรือแนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศชาติในเรื่องต่างๆ ได้บ้างหรือไม่ ผลงานวิจัยสามารถนำมาขยายผลในเชิงปฏิบัติได้มากขึ้นหรือไม่

คำตอบอยู่ที่มหาวิทยาลัยซึ่งจะต้องแสดงออกให้สังคมได้รับรู้ต่อไปในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้