สถานีคิดเลขที่ 12 : ได้เวลาเปิดสภา : โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

31.10.19 | 11:49 น.

พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่สอง พ.ศ.2562 กำหนดให้เริ่มต้นตั้งแต่ 1 พ.ย. นี้เป็นต้นไป

บรรยากาศจะเป็นอย่างไร ก็ลองนึกถึงช่วงเวลาหลังเลือกตั้ง จากเดือน พ.ค. ถึงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

คนที่เห็นว่าการที่สังคมที่ผู้คนเห็นต่าง เป็นความวุ่นวายทางการเมือง อาจขมวดคิ้วไม่พอใจ

แต่เป็นเรื่องปกติของสังคมที่มีสมาชิกจำนวนมาก และมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

โดยเฉพาะในสภา ซึ่งออกแบบให้มีรัฐบาลและฝ่ายค้าน เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่จะมีการสวนทางกันของความคิดเห็น บางครั้งอาจดุเดือดเลือดพล่าน

Advertisement

สุดท้ายจะไปจบที่ความเห็นของคนส่วนใหญ่

ในอดีตไม่นานมานี้ เราเคยมีสภาซึ่งไม่ยอมจบที่เสียงส่วนใหญ่ มีการไปเปิดเกม ตั้งเวทีนอกสภา สุดท้ายก็นำไปสู่การรัฐประหาร และข้อเท็จจริงที่ค่อยๆ คลี่คลายออกมา พบว่า ที่แท้เป็นการจัดฉากทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์กับบางฝ่าย

ผลจากรัฐประหารดังกล่าวอย่างหนึ่ง คือรัฐธรรมนูญที่กำลังใช้กันอยู่

และเป็นเรื่องที่กำลังจับตากันอยู่ นั่นคือ ญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลยื่นไว้ก่อนปิดสมัยประชุมที่แล้ว เมื่อ ก.ย.ที่ผ่านมา

ก่อนปิดสมัยประชุมที่แล้ว สภาลงมติ 463 ต่อ 0 เสียง ตามที่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้าน เสนอเลื่อนญัตตินี้ขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ ในระเบียบวาระ

เพื่อที่จะได้พิจารณาเป็นลำดับแรกๆ ของสมัยประชุมนี้

ปกติสภาผู้แทนฯจะประชุมวันพุธและพฤหัสฯ เป็นไปได้ว่า จะมีการพิจารณาญัตตินี้ในเวลาอันใกล้ ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป

สำหรับกระแสทั่วไป ฝ่ายค้านได้เดินสายทั่วประเทศ เปิดเวทีตามภาคต่างๆ มีเสียงตอบรับที่ดี

เป็นอานิสงส์ จากสภาพการเมืองพิลึกพิลั่นหลังเลือกตั้ง อันเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้

เมื่อเปิดประเด็นว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงมีเสียงตอบรับหนาแน่น

พรรครัฐบาลเองทราบถึงกระแสนี้ ประกอบกับนโยบายเร่งด่วนที่แถลงต่อรัฐสภาเอาไว้ ก็ระบุถึงเรื่องนี้เอาไว้ จึงต้องแตะๆ กระแสนี้ไว้ด้วย

อีกสัญญาณที่บอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระแสที่ขยายตัวออกไป ก็คือ การตั้งองค์กรขึ้นมาร่วมเคลื่อนไหว

อย่าง ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ที่ประกอบด้วยหลายกลุ่มและหลายบุคคล เพิ่งแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้

ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญระบุว่า การเมือง เศรษฐกิจของไทยปัจจุบัน ต้องมีรัฐธรรมนูญที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

และควรแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางที่สุด

เป็นหลักการง่ายๆ ถูกต้อง และเข้าใจตรงกันในทันที แต่ในทางปฏิบัติ ยากมาก

“ยาก” เพราะจะให้ผลทางการเมืองที่ตรงกันข้ามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

เป็นอีกหัวข้อของการเผชิญหน้า ในสมัยประชุมที่กำลังเริ่มต้นขึ้น

วรศักดิ์ ประยูรศุข