คุณภาพคือความอยู่รอด ตอน คุณภาพ กับ นวัตกรรม : โดย วิฑูรย์ สิมะโชคดี

องค์กรที่เชื่อมั่นใน “คุณภาพ” ก็จะรู้ซึ้งว่า “คุณภาพคือความอยู่รอด” จริงๆ

การที่องค์กรหนึ่งๆ จะอยู่รอดได้นั้น บุคลากรขององค์กรจะต้องเป็นคนที่มีคุณภาพอันเกิดจากการเป็นคนที่รักการศึกษาเรียนรู้ เพื่อจะได้มีความคิดอ่านในการปรับปรุงสิ่งต่างๆ ในองค์กรให้ดีขึ้น (โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการปรับปรุง “สินค้าหรือบริการขององค์กร” ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด) รวมทั้งการพัฒนาองค์กรเพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโลกด้วย

พูดง่ายๆ ว่า ถ้าใครเห็นอะไรบกพร่องหรือผิดพลาดก็ต้องหาทางแก้ไขปรับปรุงหรือทำให้ดีขึ้น อะไรที่ดีอยู่แล้ว ก็ต้องหาวิธีคงรักษาไว้หรือทำให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร คือ การทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง ผลิตได้เร็วขึ้น คุณภาพดีขึ้น ผิดพลาดน้อยลง บริการได้ดีขึ้น ประทับใจมากขึ้น เป็นต้น

การที่พนักงานในองค์กรสามารถหาทางทำอะไรๆ ในองค์กรให้ดีขึ้นๆ นั้น ก็จะต้องมาจากการเป็นคนที่ขยัน “เรียนรู้” การจะเป็นนักเรียนรู้ก็ต้องมาจากการเป็นคนช่างสังเกตว่า อะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ อะไรขายได้ อะไรขายไม่ได้ เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงได้ถูกที่ถูกจุด หรือทำให้ถูกต้องตามต้องการ (ตามมาตรฐาน) รวมทั้งการทำให้ดีขึ้นได้ด้วย

เรื่องที่สำคัญยิ่ง ก็คือ การปรับปรุงข้อบกพร่องของสินค้าหรือบริการให้เป็นที่พอใจของลูกค้า จนลูกค้ายอมควักเงินในกระเป๋าซื้อของของเรา

ดังนั้น ทุกองค์กรจึงต้องฝึกอบรมพนักงานให้รู้จัก “มองหาข้อบกพร่อง” ให้เจอ หรือ กล้าที่จะ “ยอมรับในข้อผิดพลาด” คือถ้าเราหา “จุดบกพร่อง” ไม่เจอ หรือ ไม่ยอมรับใน “ข้อผิดพลาด” เราก็ไม่รู้จะปรับปรุงอะไร โอกาสที่จะปรับปรุงแก้ไขอะไรก็ไม่มี โอกาสที่จะแข่งขันได้ก็ไม่เกิด

การฝึกอบรมหรือชี้แนะให้พนักงานมีความสามารถในการหาหรือสังเกตเห็นจุดบกพร่องหรือข้อผิดพลาดต่างๆ ได้ จึงมีความสำคัญยิ่ง

ทุกวันนี้ “คุณภาพ” และ “นวัตกรรม” จึงมีส่วนที่คล้ายคลึงกันและมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก เพราะต่างต้องต่อยอดจากของเดิมหรือสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ลูกค้าพอใจ ผลงานดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น และสังคมน่าอยู่มากขึ้น

การที่จะต่อยอดของเดิมได้นั้น พนักงานก็จะต้องรักการเรียนรู้ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจจริงในเรื่องนั้นๆ ซึ่งเพียงพอที่จะแก้ไขปรับปรุงหรือต่อยอดให้ดีขึ้นได้

ยิ่งในโลกยุค 4.0 อย่างทุกวันนี้ด้วยแล้ว การสร้างความแปลกใหม่ในตัวสินค้าหรือบริการให้ต่างจากของที่อยู่ทั่วไปในท้องตลาด จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำให้ได้ โดยการอาศัย “นวัตกรรม” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการขององค์กร

“นวัตกรรม” จึงเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับตัวสินค้าและบริการได้เช่นเดียวกับ “คุณภาพ” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความอยู่รอดและพัฒนาการด้านการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ไปสู่ความสำเร็จ

ทุกวันนี้ แม้คุณภาพและนวัตกรรมจะมีความสำคัญมากขึ้นๆ ก็ตาม

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราอาจไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างที่มันควรจะเป็นก็ได้ คือ เมื่อของเราขายได้ ก็ไม่มีใครพูดถึงคุณภาพ แต่เมื่อของขายไม่ได้ หากเพิ่มคุณภาพ ต้นทุนก็ยิ่งสูงขึ้น ก็ยิ่งจะขายไม่ได้ ก็ไม่กล้าเพิ่มคุณภาพ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ของขายได้หรือขายไม่ได้ ก็อาจจะไม่มีใครให้ความสำคัญเรื่อง “คุณภาพ” เลย

เรื่องของ “นวัตกรรม” ก็คงไม่ต่างไปจากนี้ ผมจึงต้องย้ำว่า “คิดผิดคิดใหม่” ได้ ครับผม!

วิฑูรย์ สิมะโชคดี

บทความก่อนหน้านี้โปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ-เหรียญรัตนาภรณ์
บทความถัดไปเอิร์ธ-เปา แต่งแล้วจ้า…ครื้นเครงขันหมาก บ้านเจ้าสาว สุพรรณบุรี