ความเสมอหน้า : สะพานเชื่อมเสรีภาพกับความเป็นธรรม : โดย ชลนภา อนุกูล

“แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาไม่ได้” นี้อาจจะเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยใช้อธิบายคำถามที่ว่าทำไมคนเราถึงไม่เสมอภาคหรือเท่าเทียมกัน และสำหรับเด็กที่เกิดมาเป็นคนพิการ คนที่เป็นโฮโมเซ็กชวล คนที่สร้างบ้านอยู่พื้นราบแล้วเจอน้ำท่วมใหญ่ คนที่ทำงานในสภาพแวดล้อมค่อนข้างเสี่ยงแล้วเกิดอุบัติเหตุพิการหรือเสียชีวิต ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วต้องหย่าเพราะทนผัวตบหรือมีเมียน้อยไม่ไหว และต้องทำงานหาเงินเลี้ยงลูกเองด้วยความยากลำบาก ฯลฯ เหล่านี้ก็มักจะมีคำอธิบายว่าเป็นเรื่องของ “กรรมเก่า” หรือ “เวรกรรม”

ฝรั่งเองก็มีคนคิดคนเชื่อทำนองนี้ แต่เนื่องจากเขาไม่มีความคิดเรื่องกรรม เขาอธิบายว่าเป็นเรื่องของ “โชค”

ดังนั้นเอง การแบ่งสันปันส่วนเพื่อความเป็นธรรมจึงเป็นไปในลักษณะของการแบ่งทรัพยากรจากคนที่โชคดีกว่าไปให้คนที่ดูเหมือนจะโชคร้ายกว่า แนวคิดความเสมอภาคทางโชค หรือ Luck Egalitarian นี้ ถูกวิพากษ์อย่างมากโดยเอลิซาเบธ แอนเดอร์สัน นักปรัชญาหญิงอเมริกัน ในฐานะเครื่องมือธำรงโครงสร้างอำนาจแนวดิ่ง

นั่นคือ การแบ่งคนเป็นคนโชคดีกับโชคร้าย เท่ากับการจัดวรรณะให้คนโชคดีอยู่เหนือกว่าคนโชคร้าย คนพิการถูกมองว่าความไม่สมบูรณ์ของร่างกายทำให้ชีวิตมีค่าน้อยกว่าคนปกติทั่วไป คนโง่หรือเรียนไม่ค่อยเก่งถูกมองว่ามีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจน้อย คนจนหรือไร้ทักษะถูกมองว่าต้องรอรับความช่วยเหลือและส่วนแบ่งจากคนที่เก่งกว่า มีศักยภาพมากกว่า คนหน้าตาไม่สวยไม่หล่อหรืออ้วนตัวดำ ถูกมองว่าเป็นคนอับโชคเรื่องความรักถ้ารวยไม่พอ

ทรรศนะเหล่านี้มอบใบอนุญาตให้ชนชั้นที่โชคดีเข้าถึงโอกาสต่างๆ ในตลาดเสรี และบอกให้ชนชั้นที่โชคร้ายรอรับส่วนแบ่งเศษทานความช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์

ในภาพยนตร์เรื่องโจ๊กเกอร์ โธมัส เวย์น – พ่อของแบตแมน – มหาเศรษฐีที่เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีก็ยืนยันจุดยืนของเขาในลักษณะนี้ นั่นคือ ด้วยประสบการณ์ความสำเร็จทางธุรกิจที่มีอยู่ เขายินดีเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อช่วยเหลือคนตกงานและยากไร้ในเมืองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดี การแบ่งปันโชคเพื่อกระจายทรัพยากรนี้ เป็นเพียงการพยายามรักษาสถานะทางชนชั้นเอาไว้ให้ดำรงอยู่ต่อไปนั่นเอง

แทนแนวคิดเสมอภาคทางโชค แอนเดอร์สันเสนอให้ใช้ความเสมอภาคทางความสัมพันธ์ หรือเสมอภาคทางประชาธิปไตย – Democratic Equality นั่นคือการที่ผู้คนให้ความเคารพต่อกันและกันในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน

ความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันนั้นก็คือ การเป็นสมาชิกในสังคมที่สามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปรกติ มีปัจจัย 4 เพียงพอในการดำรงชีวิต นั่นคือ มีข้าวกิน มีที่อยู่อาศัย มีเสื้อผ้าคลุมกายตามควร เข้าถึงบริการทางการแพทย์ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การมีงานทำและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม มีโอกาสลงทุนทางธุรกิจ สามารถแสดงบทบาทพลเมืองได้ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นและการออกเสียงเลือกตั้ง สามารถเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ได้ ทั้งที่ทำงาน ตลาด ร้านอาหาร ที่จอดรถ สวนสาธารณะ ฯลฯ

ดังนี้ ความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันจึงสัมพันธ์กับเสรีภาพ การทำงานเพื่อบรรลุความเป็นธรรมในแง่มุมของความเสมอภาคในความสัมพันธ์ จึงต้องมุ่งไปที่การขจัดปัจจัยทั้งหลายที่เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพของมนุษย์

หากโจรใช้ปืนจ่อขมับเราอยู่และถามว่า “เงินหรือชีวิต” ทางเลือกดังกล่าวจึงมิได้ตั้งอยู่บนฐานของเสรีภาพ คนไร้บ้าน ชาวนาสูงอายุ เกษตรกรปลูกข้าวโพดบนดอย ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยบนทางเดินเท้า เด็กหูหนวกที่ไม่อาจเรียนหนังสือเพราะไม่มีตำแหน่งจ้างงานครูใช้ภาษามือในโรงเรียน คนพิการทางการเคลื่อนไหวที่ไม่อาจเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพราะสถานที่ทำงานไม่มีทางลาดหรือลิฟต์ ฯลฯ ผู้คนเหล่านี้ย่อมมิได้ตัดสินใจเลือกมีชีวิตเช่นนั้นบนพื้นฐานของเสรีภาพ (ทางเศรษฐกิจและสังคม)

ขณะเดียวกัน ดูเหมือนว่านโยบายลดความเหลื่อมล้ำในปัจจุบัน โดยมากมุ่งเน้นไปที่การกระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจและรายได้ แต่กลับมองข้ามความเหลื่อมล้ำทางความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม ดังนั้นเอง การลดความเหลื่อมล้ำจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแบ่งปันโชคดีของกลุ่มคนโชคดีมีบุญไปยังกลุ่มคนโชคร้ายหรือมีกรรม และไม่อาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกดขี่ที่อนุญาตให้คนจำนวนน้อยกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ และคนจำนวนมากต้องรอรับส่วนบุญจากบัตรคนจน

การขจัดความเหลื่อมล้ำทางความสัมพันธ์ จึงต้องมุ่งไปที่การมองเห็นความแตกต่างหลากหลายของผู้คน มุ่งให้เห็นอคติแอบแฝงภายใต้ค่านิยมทางสังคมที่ให้คุณค่าคนกลุ่มหนึ่งอยู่เหนือคนกลุ่มหนึ่ง มองเห็นตำแหน่งแห่งที่ของเราที่จะสนับสนุนให้กลุ่มคนเสียเปรียบลุกขึ้นมาเจรจาต่อรองกับกลุ่มคนได้เปรียบได้อย่างเสมอหน้า ไม่มองว่าข้อเสนอของกลุ่มคนเหล่านั้นเป็นข้อเรียกร้องเกินสถานภาพของตน

เครือข่ายชาติพันธุ์อย่างปกากะญอ ชาวเล ต่อสู้เพื่อยืนยันสิทธิที่จะดำรงชีวิตสอดคล้องตามวิถีธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเดินตามกระแสการพัฒนาที่เน้นการเติบโต ขบวนการเฟมินิสต์ทั่วโลกทำงานอย่างหนักเพื่อยกระดับอำนาจภายในของผู้หญิงที่ถูกกดทับไว้ด้วยค่านิยมทางสังคม ที่กำหนดความเป็นผู้หญิงว่าต้องเป็นแม่ เป็นเมีย และงานบางอย่างไม่เหมาะกับผู้หญิง เช่น วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ นักการเมือง ปลัดอำเภอ ตำรวจ ทหาร เป็นต้น

ชาวเกย์และเลสเบี้ยนล้วนแสวงหาเสรีภาพที่จะปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะโดยไม่ต้องอับอายหรือหวาดกลัวที่จะถูกทำร้าย รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการแต่งงาน ตลอดจนการอุปการะเลี้ยงดูบุตรบุญธรรม

กลุ่มคนพิการต่างเคลื่อนไหวให้สังคมมองเห็นการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่กีดกันคนพิการออกไป และต้องต่อสู้กับการประทับตราว่าคนพิการเป็นคนโง่ ไร้ความสามารถ และไร้ประโยชน์ เครือข่ายแรงงานยืนยันเสรีภาพในการรวมกลุ่มเพื่อใช้สิทธิในการเจรจาต่อรอง

เช่นเดียวกับสมัชชาคนจนที่ยืนยันเสรีภาพในการชุมนุมและการเจรจาที่เสมอหน้ากับรัฐบาล” เหล่านี้ล้วนเป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมผ่านฐานคิดเรื่องการขจัดความเหลื่อมล้ำในความสัมพันธ์

การทำงานเพื่อปรับเปลี่ยนสถานภาพความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคมระหว่างกลุ่มคนที่แตกต่างหลากหลาย นอกเหนือจากเป็นการทำลายโครงสร้างอำนาจการกดขี่ ที่กลุ่มชนชั้นนำกระทำกับกลุ่มเปราะบางหรือชายขอบ จึงเป็นเรื่องเดียวกับการปลดปล่อยให้ผู้คนมีอิสรภาพและเข้าถึงเสรีภาพในความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับผู้อื่น

ชลนภา อนุกูล
www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat
สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

บทความก่อนหน้านี้‘ธัญวัจน์’ ส.ส.อนาคตใหม่ ดันปรับปรุง พ.ร.บ คุ้มครองเด็ก
บทความถัดไปภัยแล้งอุทัยฯส่อวิกฤต แม่น้ำสะแกกรังแห้ง กระทบชาวแพสองฝั่งแม่น้ำ